“มีหลายครั้งที่เห็นอันตรายคืบคลานเข้ามา แต่ไม่สามารถแก้หรือกู้สถานการณ์ได้ทันท่วงที ขณะที่หลาย ๆ ครั้งเราสามารถแก้ไขเหตุการณ์ให้ลุล่วงปลอดภัยได้ไม่ยากเย็น นั่นเป็นเพราะเหตุใด”
คำตอบที่ชวนให้คิดและทบทวน คือ การติดขัดในกระบวนการทางสมองที่เริ่มมาจาก “การสังเกตการณ์และการคาดการณ์” นั่นคือ ความล่าช้า หรือเพราะความผิดพลาดในการสังเกตการณ์และการคาดการณ์เป็นปฐมเหตุ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หรือจะด้วยเหตุจากความลังเลหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็อาจใช่ เมื่อการคาดการณ์ผิดหรือคาดการณ์ช้าไป สมองก็จะไม่สั่งการหรือสั่งแต่ช้า ผลที่ตามมาก็คือแก้ไขเหตุไม่ทันหรือไม่ทันแก้ เช่น ไม่ว่าจะเป็นการใช้สัญญาณการหลบหลีกหรือการใช้เบรก ล้วนแล้วแต่ได้รับการสั่งการมาจากสมองทั้งสิ้น การแก้ไขสถานการณ์ที่ผู้ขับขี่ใช้กันอยู่เป็นประจำดูเหมือนจะมีเพียง 3 อย่าง 3 วิธีเท่านั้น อย่างที่ 1 คือ การใช้สัญญาณ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณแตร สัญญาณไฟ หรือสัญญาณมือ อย่างที่ 2 คือ การหลบหลีกหรือเปลี่ยนช่องทางเดินรถ ซึ่งต้องอาศัยความแม่นยำของพวงมาลัย อย่างที่ 3 เกี่ยวกับความเร็ว นั่นคือการลดความเร็ว รวมทั้งการชะลอหรือเบรก แม้จะมีแค่ 3 อย่าง แต่จังหวะและการใช้ให้ได้ผลจริง ๆ ต้องรู้เทคนิคและวิธีการด้วย มีดังนี้
1. สัญญาณแตรและสัญญาณไฟ – ต้องใช้ให้ถูและเป็นสากล สัญญาณทั้ง 2 อย่างมีความหมายเป็นสากลว่า “ระวัง” หรือ “ฉันอยู่นี่ – ระวังด้วย” อย่าได้เอาไปใช้สื่อข้อความด้วยความหมายอื่น เช่น การสวัสดีทักทาย ไม่มีวันที่ผู้คนจะเข้าใจตรงกันทุกครั้งทุกคราวไป หากใช้ผิดและทำให้ผู้อื่นแปลผิด ผลที่ได้อาจตรงกันข้ามคือ แทนที่จะเป็นการแก้ไข ก็อาจกลายเป็นมูลเหตุที่นำไปสู่อุบัติเหตุเสียเอง
2. การหลบหลีก หนี หรือเปลี่ยนช่องทาง – ก่อนหลบหลีก หนี หรือเปลี่ยนช่องทางทุกครั้ง ต้องมองกระจก ตรวจสถานการณ์จราจรด้านข้างและด้านหลังทุกครั้ง รวมทั้งควรฝึกตนเองให้เคยชิน เพื่อความปลอดภัยที่ถาวรแห่งตน การมองกระจกอย่างเดียวยังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ ต้องผนวกด้วยการมองข้ามไหล่เข้าไปด้วยทุกครั้ง โดยเฉพาะก่อนเปลี่ยนช่องทาง
3. การใช้เบรกและคันเร่ง – ได้เคยพูดถึงเทคนิคการใช้เบรกเท้ามาแล้วในหัวข้อก่อน ๆ เช่น เทคนิคการเบรกกะทันหันเพื่อแก้ไขเหตุฉุกเฉิน หากแต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ การใช้เบรกได้อย่างนุ่มนวลและปลอดภัย จำต้องมีการสังเกตการณ์และการคาดการณ์ที่ดีเป็นตัวนำ การเบรกและหยุดรถได้อย่างนุ่มนวลทุกครั้งนั้น นอกจากจะได้ความปลอดภัยแล้ว ยังได้อานิสงส์ด้านการประหยัดน้ำมันและลดการสึกหรออีกด้วย
การแก้ไขสถานการณ์เป็นกระบวนการอีกหนึ่งตอนต่อท้ายการคาดการณ์และถือเป็นทักษะสำคัญที่ต้องฝึกฝนเพื่อป้องกันอุบัติเหตุได้แน่นอนทางหนึ่งตามหลักสากล รูปแบบเต็ม ๆ ของกระบวนการที่ต้องฝึกฝนเป็นระบบต่อเนื่องให้ติดเป็นนิสัยคือ “การสังเกตการณ์ – การคาดการณ์ และการแก้ไขให้ได้ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุ
สิ่งสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดคือ “ตัวคุม” ได้แก่ สมาธิและความพร้อมทางร่างกายนั่นเอง ถ้าไม่เต็มร้อย ก็ต้องเกือบ ๆ นะคุณ