เคล็ดลับซื้อรถมือสอง รวมเทคนิคและวิธีการเลือกซื้อรถมือสอง คลิก!! More

บทความใหม่

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิคดูแลรถยนต์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิคดูแลรถยนต์ แสดงบทความทั้งหมด
การที่เราไม่ค่อยล้างรถยนต์ในช่วงหน้าฝน เพราะคิดว่า ล้างไปเดี๋ยวก็เลอะอีก เป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันมาแบบผิดๆ ลองคิดง่ายๆ ครับ เวลาที่เราออกกำลังกาย เหงื่อท่วมไปทั้งตัวเราเองยังต้องรีบอาบน้ำ เพื่อทำความสะอาดร่างกายใช่มั๊ยครับ รถยนต์สวยๆ ของเราก็เช่นเดียวกันครับ เมื่อเราขับรถลุยฝน ลุยน้ำท่วม สกปรกเลอะเทอะเราก็ควรที่จะรีบทำความสะอาด ล้างรถยนต์เช่นเดียวกันครับ

การดูแลรถยนต์ในหน้าฝน

เพราะอะไรครับ.... เพราะว่า ปัจจุบันนั้น ฝนเมืองไทย โดยเฉพาะกรุงเทพ และเขตอุตสาหกรรมนั้น จะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ หรือที่เรียกกันว่า "ฝนกรด" นั้นแหล่ะครับ ถ้าเราไม่รีบล้าง ทำความสะอาด ฝนกรดนี้ก็อาจจะกัดสีรถยนต์เราได้  ดังนั้น เราควรเปลี่ยนความคิด หันมาล้างรถอย่างประจำจะดีกว่า หน้าฝนควรที่จะต้องล้างรถยนต์มากกว่าหน้าอื่นๆ ด้วยครับ เพราะถ้าเราไม่ล้างรถ คราบน้ำ คราบขี้ไคล ก็จะสะสมอยู่ที่ผิวสี และอาจจะฝั่งแน่นเป็นคราบขี้ไคล ทำให้รถยนต์เราหม่น เหลือง ล้างไม่ออกครับ

วิธีการดูแลรักษาสีรถยนต์ ในช่วงหน้าฝน อย่างง่ายๆ 

1. หมั่นล้างรถอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังลุยฝนมาครับ เพื่อจะช่วยไม่ให้เกิดคราบฝังแน่นครับ แต่ถ้าเราไม่มีเวลามาก แนะนำให้ใช้สายยางฉีดไล่ฝุ่น โคลน และคราบน้ำฝนครับ

2. เมื่อเราขับรถลุยฝนมาแล้ว พยายามอย่าจอดรถตากแดดนะครับ เพราะจะทำให้คราบน้ำฝนแห้ง และเป็นคราบน้ำ ยิ่งถ้าเจอฝนกรดด้วยแล้ว คราบน้ำนั้นจะฝังตัวแน่น และอาจกัดลงถึงเนื้อสีได้ครับ (เช่นเดียวกันคราบน้ำแป้งในช่วงเทศกาลสงกรานต์)
ซึ่งถ้าเป็นคราบน้ำแล้วเราล้างไม่ออก แนะนำให้รีบนำรถเข้ามาขัดเคลือบสีโดยด่วนเลยนะครับ อย่าทิ้งไว้นาน เพราะมันอาจจะขัดไม่ออกครับ

3. ไม่ควรนำผ้าแห้งเช็ดรถหลังฝนตก เพราะอาจเป็นสาเหตุให้เกิดรอยได้ครับ เพราะขณะที่เราขับรถลุยฝนนั้น จะมีฝุ่น ทราย โคลน เกาะที่ผิวสี เมื่อเช็ดรถด้วยผ้าแห้ง ก็อาจเกิดริ้วรอยได้ครับ ดังนั้น ควรฉีดน้ำล้างจะดีที่สุดครับ

4. ไม่ควรล้างรถเองในช่วงเย็นๆ ค่ำๆ เพราะบางครั้ง น้ำที่ตกค้างอยู่ตามซอก ตะเข็บรถ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้รถเป็นสนิมได้ครับ

5. ในช่วงหน้าฝน ไม่ควรจอดรถใต้ร่มไม้ที่มียาง เกสร ดอก หรือผล เพราะในฤดูฝน มักมีลมกรรโชกที่รุนแรง นอกจากต้นไม้จะหักหรือล้มมาโดนรถแล้ว สิ่งดังกล่าวอาจจะปลิวมาติดรถ และทำให้ผิวสีด่างและเสียได้ หากเราไม่แก้ไขให้ทันท่วงที

6. หากมีเวลาว่าง ก็แนะนำให้เคลือบสีด้วยครับ การเคลือบสีนั้น นอกจากจะทำให้รถเราสวยงามแล้ว ยังช่วยป้องกันคราบน้ำจากฝนกรดด้วยนะครับ ถ้าเราเคลือบสีบ่อยๆ น้ำจะไม่เกาะที่ตัวรถ จะทำให้ลดการเกิดคราบน้ำครับ และยังจะช่วยให้เราล้างรถได้ง่ายขึ้นด้วยครับ แต่ถ้าเราไม่เคลือบสีเลย โอกาสเกิดคราบน้ำก็มีสูง คราบสกปรกก็จะฝังตัวได้ง่าย ทำให้เราล้างรถลำบากครับ

รถใคร ๆ ก็รัก อย่างไรก็ตามในช่วงหน้าฝนนี้ทุกท่านก็อย่าลืมดูแลเอาใจใส่รถยนต์อันเป็นที่รัก ให้ดูดีอยู่เสมอ เพราะจะได้อยู่รับใช้เราไปได้อีกนาน ๆ

ไปหน้าแรก  การดูแลรักษารถยนต์

รถยนต์ใหม่

เทคนิคการดูแลรักษาสีรถยนต์ ในช่วงหน้าฝน ป้องกันการเกิดสนิม

rutchapong  |  at   19:56

การที่เราไม่ค่อยล้างรถยนต์ในช่วงหน้าฝน เพราะคิดว่า ล้างไปเดี๋ยวก็เลอะอีก เป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันมาแบบผิดๆ ลองคิดง่ายๆ ครับ เวลาที่เราออกกำลังกาย เหงื่อท่วมไปทั้งตัวเราเองยังต้องรีบอาบน้ำ เพื่อทำความสะอาดร่างกายใช่มั๊ยครับ รถยนต์สวยๆ ของเราก็เช่นเดียวกันครับ เมื่อเราขับรถลุยฝน ลุยน้ำท่วม สกปรกเลอะเทอะเราก็ควรที่จะรีบทำความสะอาด ล้างรถยนต์เช่นเดียวกันครับ

การดูแลรถยนต์ในหน้าฝน

เพราะอะไรครับ.... เพราะว่า ปัจจุบันนั้น ฝนเมืองไทย โดยเฉพาะกรุงเทพ และเขตอุตสาหกรรมนั้น จะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ หรือที่เรียกกันว่า "ฝนกรด" นั้นแหล่ะครับ ถ้าเราไม่รีบล้าง ทำความสะอาด ฝนกรดนี้ก็อาจจะกัดสีรถยนต์เราได้  ดังนั้น เราควรเปลี่ยนความคิด หันมาล้างรถอย่างประจำจะดีกว่า หน้าฝนควรที่จะต้องล้างรถยนต์มากกว่าหน้าอื่นๆ ด้วยครับ เพราะถ้าเราไม่ล้างรถ คราบน้ำ คราบขี้ไคล ก็จะสะสมอยู่ที่ผิวสี และอาจจะฝั่งแน่นเป็นคราบขี้ไคล ทำให้รถยนต์เราหม่น เหลือง ล้างไม่ออกครับ

วิธีการดูแลรักษาสีรถยนต์ ในช่วงหน้าฝน อย่างง่ายๆ 

1. หมั่นล้างรถอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังลุยฝนมาครับ เพื่อจะช่วยไม่ให้เกิดคราบฝังแน่นครับ แต่ถ้าเราไม่มีเวลามาก แนะนำให้ใช้สายยางฉีดไล่ฝุ่น โคลน และคราบน้ำฝนครับ

2. เมื่อเราขับรถลุยฝนมาแล้ว พยายามอย่าจอดรถตากแดดนะครับ เพราะจะทำให้คราบน้ำฝนแห้ง และเป็นคราบน้ำ ยิ่งถ้าเจอฝนกรดด้วยแล้ว คราบน้ำนั้นจะฝังตัวแน่น และอาจกัดลงถึงเนื้อสีได้ครับ (เช่นเดียวกันคราบน้ำแป้งในช่วงเทศกาลสงกรานต์)
ซึ่งถ้าเป็นคราบน้ำแล้วเราล้างไม่ออก แนะนำให้รีบนำรถเข้ามาขัดเคลือบสีโดยด่วนเลยนะครับ อย่าทิ้งไว้นาน เพราะมันอาจจะขัดไม่ออกครับ

3. ไม่ควรนำผ้าแห้งเช็ดรถหลังฝนตก เพราะอาจเป็นสาเหตุให้เกิดรอยได้ครับ เพราะขณะที่เราขับรถลุยฝนนั้น จะมีฝุ่น ทราย โคลน เกาะที่ผิวสี เมื่อเช็ดรถด้วยผ้าแห้ง ก็อาจเกิดริ้วรอยได้ครับ ดังนั้น ควรฉีดน้ำล้างจะดีที่สุดครับ

4. ไม่ควรล้างรถเองในช่วงเย็นๆ ค่ำๆ เพราะบางครั้ง น้ำที่ตกค้างอยู่ตามซอก ตะเข็บรถ อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้รถเป็นสนิมได้ครับ

5. ในช่วงหน้าฝน ไม่ควรจอดรถใต้ร่มไม้ที่มียาง เกสร ดอก หรือผล เพราะในฤดูฝน มักมีลมกรรโชกที่รุนแรง นอกจากต้นไม้จะหักหรือล้มมาโดนรถแล้ว สิ่งดังกล่าวอาจจะปลิวมาติดรถ และทำให้ผิวสีด่างและเสียได้ หากเราไม่แก้ไขให้ทันท่วงที

6. หากมีเวลาว่าง ก็แนะนำให้เคลือบสีด้วยครับ การเคลือบสีนั้น นอกจากจะทำให้รถเราสวยงามแล้ว ยังช่วยป้องกันคราบน้ำจากฝนกรดด้วยนะครับ ถ้าเราเคลือบสีบ่อยๆ น้ำจะไม่เกาะที่ตัวรถ จะทำให้ลดการเกิดคราบน้ำครับ และยังจะช่วยให้เราล้างรถได้ง่ายขึ้นด้วยครับ แต่ถ้าเราไม่เคลือบสีเลย โอกาสเกิดคราบน้ำก็มีสูง คราบสกปรกก็จะฝังตัวได้ง่าย ทำให้เราล้างรถลำบากครับ

รถใคร ๆ ก็รัก อย่างไรก็ตามในช่วงหน้าฝนนี้ทุกท่านก็อย่าลืมดูแลเอาใจใส่รถยนต์อันเป็นที่รัก ให้ดูดีอยู่เสมอ เพราะจะได้อยู่รับใช้เราไปได้อีกนาน ๆ

ไปหน้าแรก  การดูแลรักษารถยนต์

ช่วงนี้เป็นช่วงของฤดูฝน มีฝนกระจายตกทั่วพื้นที่ของประเทศไทย น้ำฝนที่ตกลงมาทำให้ถนนเฉอะแฉะ มีความลื่นมากว่าปกติ ดังนั้นการขับรถยนต์ต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุและการสิ้นเปลืองน้ำมัน ขอแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับการบำรุงรักษารถยนต์ต้อนรับหน้าฝนดังนี้ครับ

ดูแลรถยนต์หน้าฝน

1. ยางรถยนต์ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ต้องตรวจสอบการสึกของดอกยาง รอยบาดแผลของยาง มีตะปูของมีคมทิ่มแทงหรือไม่ ดอกยางสึกเกินไปเมื่อโดนน้ำจะไม่เกาะกับพื้นผิวถนน และที่สำคัญควรตรวจเช็คลมยางสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

     2. ระบบเบรก ตรวจดูการสึกของผ้าเบรกและระบบเบรกเบื้องต้นได้ที่คันเบรกที่เท้า ถ้าต้องการเบรกแล้วต้องเหยียบจมลงไปลึกผิดปกติ และไม่หยุดทันทียังมีลื่นไหลต่อ แสงดว่าระบบเบรกเสื่อมซึ่งมีทั้งผ้าเบรกสึก และระบบน้ำมันเบรกเสื่อม ต้องให้ช่างแก้ไขด่วน “ปัจจุบันรถรุ่นใหม่ ๆ มักจะมีไฟเตือนเมื่อเบรกสึก”

    3.ระบบปัดน้ำฝน ใบปัดน้ำฝนเมื่อผ่านการใช้งานไปนาน ๆ ยางปัดน้ำฝนจะแข็งตัว การยึดหยุ่นจะลดลงทำให้ปัดน้ำไม่หมด ควรเปลี่ยนยางปัดน้ำฝนใหม่ทุกปี เมื่อเข้าหน้าฝน น้ำในหม้อน้ำ ปั๊มน้ำ และหัวฉีดตันหรือไม่ ลองกดทดสอบดูว่ายังทำงานปกติหรือไม่ จะใส่น้ำยาเช็ดกระจกลงในหม้อน้ำปัดน้ำฝนนิดหน่อยก็สามารถทำได้

    4.ตรวจเช็คระบบไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณต่าง ๆ เปิดไฟทั้งหมดดูว่าทำงานตามปกติหรือไม่ มีหลอดไหนติดหรือไม่ติด ถ้าพบว่ามีหลอดไหนไม่ติด ควรเปลี่ยนให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน เพราะเมื่อเวลาฝนตกหนัก ๆ ทัศนะวิสัยจะไม่ดี การเปิดไฟช่วยส่องทาง หรือไฟเตือนต่าง ๆ จะทำให้รถคันอื่นสังเกตเห็นได้ง่ายขึ้น สามารถลดความเสี่ยงและการเกิดอุบัติเหตุได้

ข้อแนะนำทั้งหมดนี้ เป็นการตรวจเช็คเบื้องต้นเพื่อเตรียมรถยนต์ที่แสนรักของเราให้พร้อมใช้งานในหน้าฝน และเพื่อช่วยป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันได้อีกด้วย

ไปหน้าแรก  การดูแลรถยนต์




รถยนต์ใหม่

วิธีดูแลรถยนต์ให้พร้อมใช้ในหน้าฝน

rutchapong  |  at   19:40

ช่วงนี้เป็นช่วงของฤดูฝน มีฝนกระจายตกทั่วพื้นที่ของประเทศไทย น้ำฝนที่ตกลงมาทำให้ถนนเฉอะแฉะ มีความลื่นมากว่าปกติ ดังนั้นการขับรถยนต์ต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุและการสิ้นเปลืองน้ำมัน ขอแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับการบำรุงรักษารถยนต์ต้อนรับหน้าฝนดังนี้ครับ

ดูแลรถยนต์หน้าฝน

1. ยางรถยนต์ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ต้องตรวจสอบการสึกของดอกยาง รอยบาดแผลของยาง มีตะปูของมีคมทิ่มแทงหรือไม่ ดอกยางสึกเกินไปเมื่อโดนน้ำจะไม่เกาะกับพื้นผิวถนน และที่สำคัญควรตรวจเช็คลมยางสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

     2. ระบบเบรก ตรวจดูการสึกของผ้าเบรกและระบบเบรกเบื้องต้นได้ที่คันเบรกที่เท้า ถ้าต้องการเบรกแล้วต้องเหยียบจมลงไปลึกผิดปกติ และไม่หยุดทันทียังมีลื่นไหลต่อ แสงดว่าระบบเบรกเสื่อมซึ่งมีทั้งผ้าเบรกสึก และระบบน้ำมันเบรกเสื่อม ต้องให้ช่างแก้ไขด่วน “ปัจจุบันรถรุ่นใหม่ ๆ มักจะมีไฟเตือนเมื่อเบรกสึก”

    3.ระบบปัดน้ำฝน ใบปัดน้ำฝนเมื่อผ่านการใช้งานไปนาน ๆ ยางปัดน้ำฝนจะแข็งตัว การยึดหยุ่นจะลดลงทำให้ปัดน้ำไม่หมด ควรเปลี่ยนยางปัดน้ำฝนใหม่ทุกปี เมื่อเข้าหน้าฝน น้ำในหม้อน้ำ ปั๊มน้ำ และหัวฉีดตันหรือไม่ ลองกดทดสอบดูว่ายังทำงานปกติหรือไม่ จะใส่น้ำยาเช็ดกระจกลงในหม้อน้ำปัดน้ำฝนนิดหน่อยก็สามารถทำได้

    4.ตรวจเช็คระบบไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณต่าง ๆ เปิดไฟทั้งหมดดูว่าทำงานตามปกติหรือไม่ มีหลอดไหนติดหรือไม่ติด ถ้าพบว่ามีหลอดไหนไม่ติด ควรเปลี่ยนให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน เพราะเมื่อเวลาฝนตกหนัก ๆ ทัศนะวิสัยจะไม่ดี การเปิดไฟช่วยส่องทาง หรือไฟเตือนต่าง ๆ จะทำให้รถคันอื่นสังเกตเห็นได้ง่ายขึ้น สามารถลดความเสี่ยงและการเกิดอุบัติเหตุได้

ข้อแนะนำทั้งหมดนี้ เป็นการตรวจเช็คเบื้องต้นเพื่อเตรียมรถยนต์ที่แสนรักของเราให้พร้อมใช้งานในหน้าฝน และเพื่อช่วยป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันได้อีกด้วย

ไปหน้าแรก  การดูแลรถยนต์




ยางรถยนต์ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการใช้รถ เพราะยางรถยนต์เป็นส่วนเดียวของรถที่สัมผัสถูกกับพื้นผิวถนนและทำงานหนักในทุก ๆ สภาพถนน ไม่ว่าสภาพถนนเปียก แห้ง ทางเรียบ หรือทางขรุขระ การเลือกยางรถยนต์นั้นส่งผลถึงความปลอดภัยของผู้ขับขี่ รวมถึงการประหยัดพลังงาน และลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ และช่วยลดความเสียหายของระบบช่วงล่างของรถยนต์อีกด้วย


วิธีการเลือกยางรถยนต์

1. เลือกขนาดยางและกระทะล้อ ให้ถูกต้องตามที่กำหนดโดยโรงงานผู้ผลิตรถยนต์
2. เลือกยางที่รหัสความเร็ว และน้ำหนักบรรทุกที่เหมาะสมกับรถ
3. อายุยางต้องไม่เก่าจนเกินไป ดูจาก วันเดือนปี ที่ผลิตไม่ควรเกิน 6 เดือน
4. ถ่วงล้อทั้ง 4 ล้อ และควรตั้งศูนย์ล้อทั้ง 4 ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนยาง
5. ใส่เปลี่ยนยางโดยช่างผู้ชำนาญและมีอุปกรณ์พร้อม

การเลือกลักษณะของดอกยางรถยนต์

- ดอกยางแบบสวนทาง ค่อนข้างเป็นดอกละเอียด เน้นความนุ่มสบาย มีเสียงค่อนข้างเงียบสุดเมื่อสัมผัสพื้นถนน แต่ดอกยางประเภทนี้อาจไม่เหมาะกับนับขับที่เท้าหนักสักเท่าไหร่ เพราะมักมีอาการโยนตัวของรถเป็นของแถมมาด้วย เวลาสลับยางที่แนะนำกันทุก 10,000 กิโลเมตร สามารถทำได้ง่าย เพราะยางสามารถสลับสับเปลี่ยนได้เลยทุกตำแหน่ง

- ดอกยางแบบหมุนทางเดียว มีประสิทธิภาพในการรีดน้ำ และรักษาสมดุลของรถในช่วงความเร็วสูงได้อย่างยอดเยี่ยมมีประสิทธิภาพในการยึดเกาะบนถนนมากกว่ารูปแบบแรก ดอกยางแบบหมุนไปทางเดียวนี้ มักมีลูกสรเพื่อบอกทิศทางการหมุนของยางมาด้วย เพื่อประโยชน์เมื่อต้องสลับยาง จำเป็นต้องดูทิศทางของลูกศรให้ลูกต้อง เพราะจะมีผลอย่างมากต่อประสิทธิภาพและอายุของยางประเภทนี้ ลวดลายของดอกยางค่อนข้างมีแนวโน้มปางแนวสปอร์ต ยางหลาย ๆ รุ่นออกแบบดอกยางประเภทนี้ได้สวยงามจนสามารถเติมเต็มรสแต่งซิ่งให้สวยเตะตาขึ้นมาอย่างถนัดใจ ที่สำคัญเหมาะกับพวกนักซิ่งเท้าหนักทั้งหลายอย่างมาก

- ดอกยางแบบไม่สมมาตร ให้ความมั่นใจการยึดเกาะ และรักษาสมดุลขอรถในขณะโยนตัวเมื่อเข้าโค้งได้ดี สามารถลดและป้องกันอาการดื้อโค้งหรือหลุดโค้ง ลักษณะของดอกยางนี้คือ ดอกยางด้านนอกและด้านในไม่เท่ากัน ซึ่งเหมาะกับทางโค้งมากว่าทางตรง

ไปหน้าแรก  การดูแลรถยนต์



รถยนต์

เลือกใช้ยางรถยนต์อย่างไรให้ถูกวิธี

rutchapong  |  at   22:37

ยางรถยนต์ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการใช้รถ เพราะยางรถยนต์เป็นส่วนเดียวของรถที่สัมผัสถูกกับพื้นผิวถนนและทำงานหนักในทุก ๆ สภาพถนน ไม่ว่าสภาพถนนเปียก แห้ง ทางเรียบ หรือทางขรุขระ การเลือกยางรถยนต์นั้นส่งผลถึงความปลอดภัยของผู้ขับขี่ รวมถึงการประหยัดพลังงาน และลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ และช่วยลดความเสียหายของระบบช่วงล่างของรถยนต์อีกด้วย


วิธีการเลือกยางรถยนต์

1. เลือกขนาดยางและกระทะล้อ ให้ถูกต้องตามที่กำหนดโดยโรงงานผู้ผลิตรถยนต์
2. เลือกยางที่รหัสความเร็ว และน้ำหนักบรรทุกที่เหมาะสมกับรถ
3. อายุยางต้องไม่เก่าจนเกินไป ดูจาก วันเดือนปี ที่ผลิตไม่ควรเกิน 6 เดือน
4. ถ่วงล้อทั้ง 4 ล้อ และควรตั้งศูนย์ล้อทั้ง 4 ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนยาง
5. ใส่เปลี่ยนยางโดยช่างผู้ชำนาญและมีอุปกรณ์พร้อม

การเลือกลักษณะของดอกยางรถยนต์

- ดอกยางแบบสวนทาง ค่อนข้างเป็นดอกละเอียด เน้นความนุ่มสบาย มีเสียงค่อนข้างเงียบสุดเมื่อสัมผัสพื้นถนน แต่ดอกยางประเภทนี้อาจไม่เหมาะกับนับขับที่เท้าหนักสักเท่าไหร่ เพราะมักมีอาการโยนตัวของรถเป็นของแถมมาด้วย เวลาสลับยางที่แนะนำกันทุก 10,000 กิโลเมตร สามารถทำได้ง่าย เพราะยางสามารถสลับสับเปลี่ยนได้เลยทุกตำแหน่ง

- ดอกยางแบบหมุนทางเดียว มีประสิทธิภาพในการรีดน้ำ และรักษาสมดุลของรถในช่วงความเร็วสูงได้อย่างยอดเยี่ยมมีประสิทธิภาพในการยึดเกาะบนถนนมากกว่ารูปแบบแรก ดอกยางแบบหมุนไปทางเดียวนี้ มักมีลูกสรเพื่อบอกทิศทางการหมุนของยางมาด้วย เพื่อประโยชน์เมื่อต้องสลับยาง จำเป็นต้องดูทิศทางของลูกศรให้ลูกต้อง เพราะจะมีผลอย่างมากต่อประสิทธิภาพและอายุของยางประเภทนี้ ลวดลายของดอกยางค่อนข้างมีแนวโน้มปางแนวสปอร์ต ยางหลาย ๆ รุ่นออกแบบดอกยางประเภทนี้ได้สวยงามจนสามารถเติมเต็มรสแต่งซิ่งให้สวยเตะตาขึ้นมาอย่างถนัดใจ ที่สำคัญเหมาะกับพวกนักซิ่งเท้าหนักทั้งหลายอย่างมาก

- ดอกยางแบบไม่สมมาตร ให้ความมั่นใจการยึดเกาะ และรักษาสมดุลขอรถในขณะโยนตัวเมื่อเข้าโค้งได้ดี สามารถลดและป้องกันอาการดื้อโค้งหรือหลุดโค้ง ลักษณะของดอกยางนี้คือ ดอกยางด้านนอกและด้านในไม่เท่ากัน ซึ่งเหมาะกับทางโค้งมากว่าทางตรง

ไปหน้าแรก  การดูแลรถยนต์




ทุกวันนี้รถยนต์ที่เยอะขึ้นก็ทำให้การจราจรบนถนนวุ่นวายมากขึ้น ด้วยส่วนหนึ่งคือการมีมือใหม่ที่เยอะมากขึ้นบนถนน ทำให้ คนที่ใช้รถใช้ถนนในปัจจุบัน ล้วนแต่เต็มไปด้วยคนที่ไม่ค่อยรู้ หรือขับเป็นแต่ไม่เข้าใจ เพราะจะว่าไปโรงเรียนสอนขับรถที่เกลื่อนเมือง ก็เอาแค่ได้ใบขับขี่แล้วจบกัน ทั้งที่ความจริงการขับรถต้องมีอะไรมากกว่าแค่บัตร 1 ใบที่บอกว่าอนุญาตให้ขับรถได้
เรื่องที่รู้อยู่แล้ว อย่างกฎจราจรต่างๆ คงไม่จำเป็นที่จำต้องเล่าเป่าความกันให้มากมาย แต่วันนี้ถ้าคุณเพิ่งขับรถลองดูสิว่า เรื่องเหล่านี้จะช่วยให้คุณขับรถปลอดภัยขึ้นหรือไม่ในการขับขี่ปัจจุบัน
               1.ไฟเลี้ยว  อาจจะไม่มีใครบอกว่าไฟเลี้ยวสำคัญมากแค่ไหน  แต่ความจริงแล้วไฟเลี้ยวถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากและมันช่วยอำนวยความปลอดภัยในการบอกทิศทางที่จะไป เช่นเดียวกับที่มันทำให้การจราจรคล่องตัวมากขึ้นด้วย ตามหลักแล้วควรเปิดไฟเลี้ยวก่อนทุกๆ 100 เมตร เช่นเดี่ยวกับตอนที่จะเปลี่ยนเลย
                2.ไฟฉุกเฉิน ที่มาของไฟฉุกเฉินคือการที่เราส่งสัญญาณแสดงไฟเลี้ยวทั้งสองข้างพร้อมกันและคำว่าฉุกเฉินก็ย่อมหมายถึงว่ามีเรื่องที่ทำให้รถไม่สามารถขับเคลื่อนต่อได้ หรือเกิดอุบัติเหตุเท่านั้น หลายคนอาจจะเคยถูกสั่งสอนมาว่าให้เปิดไฟฉุกเฉินยามฝนตกด้วย หรือกระทั่งยามข้ามแยกไม่มีสัญญาณไฟ แต่ทั้งหมดล้วนเป็นแนวคิดที่ผิด เนื่องจากจะทำให้ผู้ขับขี่เกิดความสับสนและอาจจะนำไปสู่อุบัติเหตุได้ในที่สุด
                3.เบรก..ใช้เมื่อหยุดเท่านั้น   ทุกวันนี้พฤติกรรมแปลกๆบนถนนมีมากมาย และเรื่องหนึ่งที่ดูจะไม่พูดถึงไม่ได้คือการใช้เบรกอย่างไม่ถูกต้อง อาจจะเป็นเร่องที่ยากที่จะบรรยายเกี่ยวกับการใช้เบรก แต่โดยปกติแล้วเบรกจะถูกใช้ 2 กรณี คือชะลอความเร็วและหยุดรถ แต่ด้วยความเข้าใจในเรื่องการชะลอความเร็วนี่เอง ทำให้มือใหม่หลายคนขับรถ โดยแตะเบรกแทบตลอดเวลาทำให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ผู้ขับขี่คนอื่น เนื่องจากเวลาเบรกไฟเบรกทางด้านหลังก็จะติดด้วย เช่นเดียวกับการการทำให้เกิดการสึกหรอมากกว่าที่ควรจะเป็นเพียงเพราต้องการรักษาความเร็ว
                ทางแก้ของปัญหานี้คือต้องหัดในการควบคุมคันเร่ง ซึ่งโรงเรียนสอนขับรถส่วนใหญ่ไม่ได้สอนเรื่องนี้มาด้วย แต่หากวันนี้ใครเป็นคนที่ขับรถแล้วติดต้องใช้เบรก ลองเริ่มต้นด้วยการผ่อนคันเร่งก่อน แล้วกลับค่อยๆ เหยียบไปให้น้ำหนักตามความเร็วที่ต้องการดู น่าจะดีกว่า แม้อาจจะไม่ชินในช่วงแรกแต่ท้ายที่สุดเมื่อเข้าใจในการทำงานก็จะรู้ว่าเบรกไม่ใช่ทุกสิ่งที่สามารถชะลอความเร็วได้
                4.แตรใช้ได้.. เราส่วนใหญ่ไม่ค่อยบีบแตร กันก็ไม่เข้าใจว่าด้วยเหตุอันใด แต่ความจริงของการใช้รถในภาคสากล แตรคือสัญญาณเตือน ไม่ใช่การยกไฟสูงใส่ ซึ่งด้วยนิสัยคนไทยขี้เกรงใจ จึงมักถูกสอนว่า ไม่ให้ใช้แตร ทั้งที่จริงมีเพียงไม่กี่ที่ ที่ห้ามใช้ได้แก่ สถานศึกษา วัด และโรงพยาบาล ส่วนที่อื่นไม่ได้ห้ามอย่างชัดเจน  ดังนั้นหากพบปัญหาที่อาจจะนำมาซึ่งอุบัติเหตุสิ่งที่ควรทำคือการบีบแตร เพื่อเตือนเพื่อนร่วมทาง 
            ทั้งหมดที่กล่าวมานี้อาจจะเรียกว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการขับขี่อย่างปลอดภัยบนท้องถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา แม้ถนนกับมือใหม่หัดขับอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่คือกันแต่ด้วยประสบการณ์ในการขับขี่มันก็จะสอนให้รู้ว่าการขับรถที่ถูกต้องอาจจะไม่ใช่เหมือนที่โรงเรียนสอนขับรถแนะนำเสมอไป..
ที่มา auto.sanook.com

สาระอื่น ๆ

4 เรื่องควรรู้ ของมือใหม่หัดขับ

rutchapong  |  at   01:24


ทุกวันนี้รถยนต์ที่เยอะขึ้นก็ทำให้การจราจรบนถนนวุ่นวายมากขึ้น ด้วยส่วนหนึ่งคือการมีมือใหม่ที่เยอะมากขึ้นบนถนน ทำให้ คนที่ใช้รถใช้ถนนในปัจจุบัน ล้วนแต่เต็มไปด้วยคนที่ไม่ค่อยรู้ หรือขับเป็นแต่ไม่เข้าใจ เพราะจะว่าไปโรงเรียนสอนขับรถที่เกลื่อนเมือง ก็เอาแค่ได้ใบขับขี่แล้วจบกัน ทั้งที่ความจริงการขับรถต้องมีอะไรมากกว่าแค่บัตร 1 ใบที่บอกว่าอนุญาตให้ขับรถได้
เรื่องที่รู้อยู่แล้ว อย่างกฎจราจรต่างๆ คงไม่จำเป็นที่จำต้องเล่าเป่าความกันให้มากมาย แต่วันนี้ถ้าคุณเพิ่งขับรถลองดูสิว่า เรื่องเหล่านี้จะช่วยให้คุณขับรถปลอดภัยขึ้นหรือไม่ในการขับขี่ปัจจุบัน
               1.ไฟเลี้ยว  อาจจะไม่มีใครบอกว่าไฟเลี้ยวสำคัญมากแค่ไหน  แต่ความจริงแล้วไฟเลี้ยวถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากและมันช่วยอำนวยความปลอดภัยในการบอกทิศทางที่จะไป เช่นเดียวกับที่มันทำให้การจราจรคล่องตัวมากขึ้นด้วย ตามหลักแล้วควรเปิดไฟเลี้ยวก่อนทุกๆ 100 เมตร เช่นเดี่ยวกับตอนที่จะเปลี่ยนเลย
                2.ไฟฉุกเฉิน ที่มาของไฟฉุกเฉินคือการที่เราส่งสัญญาณแสดงไฟเลี้ยวทั้งสองข้างพร้อมกันและคำว่าฉุกเฉินก็ย่อมหมายถึงว่ามีเรื่องที่ทำให้รถไม่สามารถขับเคลื่อนต่อได้ หรือเกิดอุบัติเหตุเท่านั้น หลายคนอาจจะเคยถูกสั่งสอนมาว่าให้เปิดไฟฉุกเฉินยามฝนตกด้วย หรือกระทั่งยามข้ามแยกไม่มีสัญญาณไฟ แต่ทั้งหมดล้วนเป็นแนวคิดที่ผิด เนื่องจากจะทำให้ผู้ขับขี่เกิดความสับสนและอาจจะนำไปสู่อุบัติเหตุได้ในที่สุด
                3.เบรก..ใช้เมื่อหยุดเท่านั้น   ทุกวันนี้พฤติกรรมแปลกๆบนถนนมีมากมาย และเรื่องหนึ่งที่ดูจะไม่พูดถึงไม่ได้คือการใช้เบรกอย่างไม่ถูกต้อง อาจจะเป็นเร่องที่ยากที่จะบรรยายเกี่ยวกับการใช้เบรก แต่โดยปกติแล้วเบรกจะถูกใช้ 2 กรณี คือชะลอความเร็วและหยุดรถ แต่ด้วยความเข้าใจในเรื่องการชะลอความเร็วนี่เอง ทำให้มือใหม่หลายคนขับรถ โดยแตะเบรกแทบตลอดเวลาทำให้เกิดความเข้าใจผิดแก่ผู้ขับขี่คนอื่น เนื่องจากเวลาเบรกไฟเบรกทางด้านหลังก็จะติดด้วย เช่นเดียวกับการการทำให้เกิดการสึกหรอมากกว่าที่ควรจะเป็นเพียงเพราต้องการรักษาความเร็ว
                ทางแก้ของปัญหานี้คือต้องหัดในการควบคุมคันเร่ง ซึ่งโรงเรียนสอนขับรถส่วนใหญ่ไม่ได้สอนเรื่องนี้มาด้วย แต่หากวันนี้ใครเป็นคนที่ขับรถแล้วติดต้องใช้เบรก ลองเริ่มต้นด้วยการผ่อนคันเร่งก่อน แล้วกลับค่อยๆ เหยียบไปให้น้ำหนักตามความเร็วที่ต้องการดู น่าจะดีกว่า แม้อาจจะไม่ชินในช่วงแรกแต่ท้ายที่สุดเมื่อเข้าใจในการทำงานก็จะรู้ว่าเบรกไม่ใช่ทุกสิ่งที่สามารถชะลอความเร็วได้
                4.แตรใช้ได้.. เราส่วนใหญ่ไม่ค่อยบีบแตร กันก็ไม่เข้าใจว่าด้วยเหตุอันใด แต่ความจริงของการใช้รถในภาคสากล แตรคือสัญญาณเตือน ไม่ใช่การยกไฟสูงใส่ ซึ่งด้วยนิสัยคนไทยขี้เกรงใจ จึงมักถูกสอนว่า ไม่ให้ใช้แตร ทั้งที่จริงมีเพียงไม่กี่ที่ ที่ห้ามใช้ได้แก่ สถานศึกษา วัด และโรงพยาบาล ส่วนที่อื่นไม่ได้ห้ามอย่างชัดเจน  ดังนั้นหากพบปัญหาที่อาจจะนำมาซึ่งอุบัติเหตุสิ่งที่ควรทำคือการบีบแตร เพื่อเตือนเพื่อนร่วมทาง 
            ทั้งหมดที่กล่าวมานี้อาจจะเรียกว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการขับขี่อย่างปลอดภัยบนท้องถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา แม้ถนนกับมือใหม่หัดขับอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่คือกันแต่ด้วยประสบการณ์ในการขับขี่มันก็จะสอนให้รู้ว่าการขับรถที่ถูกต้องอาจจะไม่ใช่เหมือนที่โรงเรียนสอนขับรถแนะนำเสมอไป..
ที่มา auto.sanook.com


ทุกวันนี้ที่เราขับรถยนต์ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม ต้องยอมรับว่า ในเขตกรุงเทพมหานคร การจราจรบ้านเรานั้นติดหนักมากจนเกินคำบรรยาย ซึ่งมากขนาดที่จัดอันดับโลกแล้วเราติดอยุ่ที่ 4 ในฐานะเมืองที่รถติดมากที่สุดในโลก 
รถติดอาจจะถูกมองว่าเป็นเรื่องเสียเวลาเสียมากกว่า แต่ถึงอย่างงั้นมันก็ยังมีผลพวงต่อสุขภาพที่อาจถูกบั่นทอนโดยไม่รู้ตัว และถ้าวันนี้คุณเป็นคนที่ต้องอยู่ในรถเป็นเวลานานระวังโรคร้ายต่างๆ เหล่านี้...จะถามหา
กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
            หลายคนที่ขับรถบ่อยคงจะเป็นโรคนี้กันมาก ด้วยส่วนหนึ่งที่ว่าไม่เป็นไรเดี่ยวก็ถึง ประกอบกับห้องน้ำตามปั้มบ้านเราไม่คนเยอะก็ไม่สะอาดและยิ่งกับคนเมืองแล้วจะหาปั้มดีๆก็ยากเย็นแสนเข็ญ
            ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบอั้นปัสสาวะเป็นเวลานานๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องหมายถึงเฉพาะกับเรื่องราวของรถติดเท่านั้น คุณกำลังเสี่ยงเป็นโรคนี้มากที่สุด แต่ก็มีวิธีแก้อยู่บ้างเริ่มจากไม่ควรอั้นปัสสาวะ ถ้ารู้สึกว่ากำลังจะต้องไปปฏิบัติภารกิจควรทำก่อนที่จะขึ้นรถ แล้วที่สำคัญที่สุดควรดื่มน้ำมากๆไปพร้อมกันด้วยขณะขับขี่ เนื่องจากปัสสาวะเรามีความเข้มของของเสียต่างๆ มากการดื่มน้ำจะช่วยเจือจางแม้จะต้องเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้นก็ตาม แต่ถ้าพบว่ามีอาการปัสสาวะสะดุดหรือรู้สึกไม่สุดควรพบแพทย์ทันที
โรคเครียด
            การจราจรที่ติดขัด ย่อมส่งผลต่อสุขภาพจิตและนั่นเป็นที่มาของโรคเครียด ..โรคนี้เป็นอาการที่มาจากภาวะทางจิตใจและอารมณ์ของเรา ในการที่ทำอะไรแล้วรู้สึกกดดัน ซึ่ง "รถติด" ถือเป็นอีกเรื่องที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน
            อาการของโรคเครียดนั้น สามรถก่อเป็นปัญหาอื่นๆตามมาได้  เพราะเป็นโรคที่มีผลทั้งทางร่างกายและจิตใจ สามารถนำไปสู่การเป็นโรคจิตอ่อนๆได้ ซึ่งทางป้องกันในกรณีรถติดคือ เปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่หรือหาเส้นทางใหม่ ในการหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัด
ตาล้าหรือเมื่อยตา
            การขับรถส่วนที่สำคัญคงไม่พ้นในเรื่องของการใช้สายตาในการสอดส่ายไปรอบทิศทางระแวดระวังความปลอดภัย และ การใช้สายตามากๆ ก็ย่อมมีปัญหาตามมา เพราะนอกจากการใช้สายตาในการขับขี่แล้ว ยังใช้มันทำงานด้วย เรียกว่าแทบจะไม่มีเวลาใดเลยที่เราไม่ใช้สายตาในการทำงาน
            ด้วยเหตุนี้เวลาที่เราขับขี่รถเป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะในยามค่ำคืน เราอาจจะเกิดอาการเมื่อยตาได้ง่ายกว่า เนื่องจากม่านตาต้องขยาย และสามารถนำไปการหลับในได้ง่ายกว่าในยามขับขี่
            แม้ฟังดูอาการเมื่อยตาจะไม่มีวิธีป้องกันได้ แต่สามารถบรรเทาได้ เช่นการพักสายตาเลิกจ้องหรือเพ่งต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นเวลานานๆ และที่สำคัญ สีเขียวช่วยให้ตาเรารู้สึกผ่อนคลายได้มาก ถ้าหากรู้สึกเมื่อยตา ลองหัวมองต้นไม้ใบหญ้าบ้างก็ได้ ถ้ามี ..
หมอนรองกระดูกเสื่อม/ทับเส้นประสาท
            การนั่งขับรถเป็นต้นเหตุหนึ่งที่สำคัญ ที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าอาจเป็นต้นเหตุของโรคหมอนรองกระดูกเสื่อม และ มันยังนำมาสู่โรคร้ายที่สำคัญอย่างหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
            สาเหตุของการเกิดโรคนี้นั้น ก็มาจากการที่เรานั่งยู่ในท่านั่งที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานานๆ  หรือไม่มีการเปลี่ยนอิริยาบถเป็นระยะเวลานานๆ เช่นกัน ดังนั้นหากต้องนั่งขับรถเป็นระยะเวลานาน ควรทดแทนด้วยการบริหารหรือออกกำลังกายโดนเฉพาะช่วงหลัง จะช่วยได้พอสมควร  ซึ่งหากพบอาการปวดหลังเป็นอย่างเรื้อรังควรรีบปรึกษาแพทย์ในทันที
ปวดคอ
            อาการปวดคอเป็นอาการที่อาจจะฟังดูผิวเผิน แต่ถ้ามองลึกไปจริงๆ มันอาจจะเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันในระหว่างการขับขี่  ส่วนหนึ่งก็สืบเนื่องจากการนั่งท่าเดิมติดต่อกันนานๆ และ ที่สำคัญบางคนยังมีท่านั่นไม่ถูกต้องเป็นแรงเสริมของอาการนี้ด้วย
            อาการปวดคอนี้เป็นส่วนหนึ่งของอาการ กล้ามเนื้อคออักเสบ ซึ่งมาจากการไม่ได้ขยับหรือเปลี่ยนท่าทางอิริยาบถเป็นระยะเวลานานๆ ซึ่งอาการนี้สามารถรักษาได้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่มันก็ยังสามารถป้องกันได้จากการบริหารต้นคอเป็นประจำ และในระหว่างขับขี่ถ้ามีโอกาส แต่ทั้งนี้ไม่ควรหันเอี้ยวอย่างกะทันหัน เนื่องจากอาจจะทำให้ผิดท่าและอาจจะเป็นอาการบาดเจ็บเรื้อรังได้
            สิ่งที่สำคัญที่สามารถป้องกันได้คือหัวหมอนเบาะนั่งที่จะช่วยให้เรานั่งในท่าที่ถูกต้อง โดยหัวหมอนเบาะรถยนต์ควรปรับให้อยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางศีรษะ
            ทั้งหมดที่กล่าวมานี้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของหลากโรครุมเร้าชีวิตของคนขับรถในเมืองที่ปัจจุบันการจราจรมีความหนาแน่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าสุขภาพก็สำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นเราควรที่จะหมั่นดูแลตัวเองไปพร้อมกันด้วย
ที่มา auto.sanook.com

รถยนต์ใหม่

หลากโรคสุดฮิต..ภัยจาก “รถติด“ ที่ต้อง ระวัง

rutchapong  |  at   01:20


ทุกวันนี้ที่เราขับรถยนต์ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม ต้องยอมรับว่า ในเขตกรุงเทพมหานคร การจราจรบ้านเรานั้นติดหนักมากจนเกินคำบรรยาย ซึ่งมากขนาดที่จัดอันดับโลกแล้วเราติดอยุ่ที่ 4 ในฐานะเมืองที่รถติดมากที่สุดในโลก 
รถติดอาจจะถูกมองว่าเป็นเรื่องเสียเวลาเสียมากกว่า แต่ถึงอย่างงั้นมันก็ยังมีผลพวงต่อสุขภาพที่อาจถูกบั่นทอนโดยไม่รู้ตัว และถ้าวันนี้คุณเป็นคนที่ต้องอยู่ในรถเป็นเวลานานระวังโรคร้ายต่างๆ เหล่านี้...จะถามหา
กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
            หลายคนที่ขับรถบ่อยคงจะเป็นโรคนี้กันมาก ด้วยส่วนหนึ่งที่ว่าไม่เป็นไรเดี่ยวก็ถึง ประกอบกับห้องน้ำตามปั้มบ้านเราไม่คนเยอะก็ไม่สะอาดและยิ่งกับคนเมืองแล้วจะหาปั้มดีๆก็ยากเย็นแสนเข็ญ
            ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบอั้นปัสสาวะเป็นเวลานานๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องหมายถึงเฉพาะกับเรื่องราวของรถติดเท่านั้น คุณกำลังเสี่ยงเป็นโรคนี้มากที่สุด แต่ก็มีวิธีแก้อยู่บ้างเริ่มจากไม่ควรอั้นปัสสาวะ ถ้ารู้สึกว่ากำลังจะต้องไปปฏิบัติภารกิจควรทำก่อนที่จะขึ้นรถ แล้วที่สำคัญที่สุดควรดื่มน้ำมากๆไปพร้อมกันด้วยขณะขับขี่ เนื่องจากปัสสาวะเรามีความเข้มของของเสียต่างๆ มากการดื่มน้ำจะช่วยเจือจางแม้จะต้องเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้นก็ตาม แต่ถ้าพบว่ามีอาการปัสสาวะสะดุดหรือรู้สึกไม่สุดควรพบแพทย์ทันที
โรคเครียด
            การจราจรที่ติดขัด ย่อมส่งผลต่อสุขภาพจิตและนั่นเป็นที่มาของโรคเครียด ..โรคนี้เป็นอาการที่มาจากภาวะทางจิตใจและอารมณ์ของเรา ในการที่ทำอะไรแล้วรู้สึกกดดัน ซึ่ง "รถติด" ถือเป็นอีกเรื่องที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน
            อาการของโรคเครียดนั้น สามรถก่อเป็นปัญหาอื่นๆตามมาได้  เพราะเป็นโรคที่มีผลทั้งทางร่างกายและจิตใจ สามารถนำไปสู่การเป็นโรคจิตอ่อนๆได้ ซึ่งทางป้องกันในกรณีรถติดคือ เปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่หรือหาเส้นทางใหม่ ในการหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัด
ตาล้าหรือเมื่อยตา
            การขับรถส่วนที่สำคัญคงไม่พ้นในเรื่องของการใช้สายตาในการสอดส่ายไปรอบทิศทางระแวดระวังความปลอดภัย และ การใช้สายตามากๆ ก็ย่อมมีปัญหาตามมา เพราะนอกจากการใช้สายตาในการขับขี่แล้ว ยังใช้มันทำงานด้วย เรียกว่าแทบจะไม่มีเวลาใดเลยที่เราไม่ใช้สายตาในการทำงาน
            ด้วยเหตุนี้เวลาที่เราขับขี่รถเป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะในยามค่ำคืน เราอาจจะเกิดอาการเมื่อยตาได้ง่ายกว่า เนื่องจากม่านตาต้องขยาย และสามารถนำไปการหลับในได้ง่ายกว่าในยามขับขี่
            แม้ฟังดูอาการเมื่อยตาจะไม่มีวิธีป้องกันได้ แต่สามารถบรรเทาได้ เช่นการพักสายตาเลิกจ้องหรือเพ่งต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นเวลานานๆ และที่สำคัญ สีเขียวช่วยให้ตาเรารู้สึกผ่อนคลายได้มาก ถ้าหากรู้สึกเมื่อยตา ลองหัวมองต้นไม้ใบหญ้าบ้างก็ได้ ถ้ามี ..
หมอนรองกระดูกเสื่อม/ทับเส้นประสาท
            การนั่งขับรถเป็นต้นเหตุหนึ่งที่สำคัญ ที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าอาจเป็นต้นเหตุของโรคหมอนรองกระดูกเสื่อม และ มันยังนำมาสู่โรคร้ายที่สำคัญอย่างหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
            สาเหตุของการเกิดโรคนี้นั้น ก็มาจากการที่เรานั่งยู่ในท่านั่งที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานานๆ  หรือไม่มีการเปลี่ยนอิริยาบถเป็นระยะเวลานานๆ เช่นกัน ดังนั้นหากต้องนั่งขับรถเป็นระยะเวลานาน ควรทดแทนด้วยการบริหารหรือออกกำลังกายโดนเฉพาะช่วงหลัง จะช่วยได้พอสมควร  ซึ่งหากพบอาการปวดหลังเป็นอย่างเรื้อรังควรรีบปรึกษาแพทย์ในทันที
ปวดคอ
            อาการปวดคอเป็นอาการที่อาจจะฟังดูผิวเผิน แต่ถ้ามองลึกไปจริงๆ มันอาจจะเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันในระหว่างการขับขี่  ส่วนหนึ่งก็สืบเนื่องจากการนั่งท่าเดิมติดต่อกันนานๆ และ ที่สำคัญบางคนยังมีท่านั่นไม่ถูกต้องเป็นแรงเสริมของอาการนี้ด้วย
            อาการปวดคอนี้เป็นส่วนหนึ่งของอาการ กล้ามเนื้อคออักเสบ ซึ่งมาจากการไม่ได้ขยับหรือเปลี่ยนท่าทางอิริยาบถเป็นระยะเวลานานๆ ซึ่งอาการนี้สามารถรักษาได้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่มันก็ยังสามารถป้องกันได้จากการบริหารต้นคอเป็นประจำ และในระหว่างขับขี่ถ้ามีโอกาส แต่ทั้งนี้ไม่ควรหันเอี้ยวอย่างกะทันหัน เนื่องจากอาจจะทำให้ผิดท่าและอาจจะเป็นอาการบาดเจ็บเรื้อรังได้
            สิ่งที่สำคัญที่สามารถป้องกันได้คือหัวหมอนเบาะนั่งที่จะช่วยให้เรานั่งในท่าที่ถูกต้อง โดยหัวหมอนเบาะรถยนต์ควรปรับให้อยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางศีรษะ
            ทั้งหมดที่กล่าวมานี้อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของหลากโรครุมเร้าชีวิตของคนขับรถในเมืองที่ปัจจุบันการจราจรมีความหนาแน่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าสุขภาพก็สำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นเราควรที่จะหมั่นดูแลตัวเองไปพร้อมกันด้วย
ที่มา auto.sanook.com


การเปลี่ยนยางอาจจะเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ว่าใครที่พอจะเป็นเรื่องช่างอยู่บ้าง อาจจะสามารถแก้ไขสถานการณ์เอาตัวรอดดีกว่ากินข้าวลิงไปได้ หากแต่แม้มันจะดูแล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่การทำงานบนไหล่ทางหรือถนนอาจจะเป็นเรื่องไม่ง่ายเช่นกัน  และมันแฝงด้วยอันตราย ที่วันนี้เราจะพาไปดูความอันตรายของมัน และวิธีการที่ถูกต้องในการเปลี่ยนยางริมถนน
1.       อาจจะถูกชน ถ้าคุณไม่มีทักษะในการเปลี่ยนยาง มันจะเป็นเรื่องยากไปในทันที เมื่อต้องเปลี่ยนยาง เรื่องที่ฟังง่ายอาจจะไม่หมูอย่างที่คิด เมื่อต้องปฏิบัติงานจริง และความงกๆ เงิ่นๆ ของคุณ ก็อาจะทำให้ถูกรถชนได้ แม้ทางแก้ไขของปัญหานี้คือการตั้งสัญลักษณ์ ก่อนถึงรถราวๆ 100 เมตร เป็นอย่างน้อย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะวางใจได้เสมอไป ยิ่งกับถนนที่มีการจราจรหนาแน่น เช่นทางหลวงต่างเมืองก็ตาม  ที่สำคัญจอดให้ชิดกับไหล่ทางมากที่สุด
2.       รถอาจจะหล่นทับคุณ การจะเปลี่ยนยางได้นั้น จำเป็นที่จะต้องยกรถขึ้นด้วยแม่แรง และถ้าใครที่ไม่มีความรู้เรื่องช่างหรือมีบ้างเล็กน้อย อาจจะไม่รู้จักจุดขึ้นแม่แรงของรถและ ทำมีโอกาสสูงที่รถยนต์จะตกลงมาทับได้ ความเสี่ยงต่อการที่รถจะตกลงมาทับมีสูงน้อยกว่าการที่โดนรถชนก็จริง แต่สามารถที่จะทำให้บาดเจ็บร้ายแรงได้เช่นกัน ซึ่งบางทีการตรวจอุปกรณ์พวกแม่แรงก่อนใช้งานก็สามารถช่วยได้ไม่มากก็น้อยในจุดนี้
3.       รถอาจแล่นทับคุณ แม่ทุกอย่างอาจจะดุเรียบร้อยในสายตาแต่บางทีมันอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะรถอาจจะไหล และเมื่อรถไหลมันก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดอุบติเหตุตามมา ดังนั้น การที่เราจะเปลี่ยนยาง ความมั่นใจว่า ไม่จอดบนเนิน และเบรกมือเรียบร้อย และถ้าพอจะเป็นไปได้หาหินมาดักหน้ารอเพื่อไม่ให้รถไหลด้วยก็จะยิ่งดี
จากทั้ง 3 ข้ออาจจะเห้นไก้ว่าการเปลี่ยนยางนั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลย ยิ่งเมื่อเรากำลังพูดถึงชีวิตที่อาจจะเสี่ยงภัยอย่างไม่รู้ตัว แต่ในช่วงหนาวนี้ที่หลายคนต้องเดินทางกันไปเที่ยว เหตุหารณ์นี้อาจจะเกิดขึ้นได้ และ เรามีคำแนะนำมาฝากกัน
1.       ตรวจอุปกรณ จำไว้ว่าถ้าเดินทางไกล ควรตรวจสอบอุปกรณ์ให้ถี่ถ้วนเพื่อความมั่นใจ และอุปกรณ์ยามฉุกเฉินเช่นกัน แม่แรง ยางสำรอง หรือกระทั่งแรงดันของลมยางสำรองถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ อย่างมากต่อการเดินทางเช็คให้ดี และจะให้ดียิ่งขึ้น ซื้อพวกป้ายทับทิมสามเหลี่ยม และเสื้อเรืองแสงมาด้วยก็จะสามารถเพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น
2.       หาที่เหมาะๆ   เมื่อพบว่ายางแบน ซึ่งสามารถสังเกตได้จากเสียงยางบดถนน จำไว้ว่า อย่าเร่งที่จะรีบเปลี่ยนยาง ความจริงล้อถูกออกแบบมาให้ทนทานพอสมควรหากใช้ความเร็วไม่สูงนัก ดังนั้นเลือกที่จอดที่ดีหน่อยเช่น ไหล่ทางที่มีความห่าง หรือช่องเว้นสำหรับจอดรถยามฉุกเฉินจะช่วยขจัดอันตรายไปได้พอสมควร
3.       เข้าใจวิธีการเปลี่ยนยาง เราเชื่อว่าหลายคนไม่เคยเปลี่ยนยางกันมาก่อน และมีน้อยคนมากที่อาจจะเคยผ่านประสบการณ์เช่นนี้ แต่เมื่อมันมาถึงเราก็หวังว่าจะพร้อมและปฏิบัติเป็นขั้นตอนดังนี้
a.       ตรวจสอบล้อที่ยางแบน
b.      วางสัญญาณเตือนภัยรถที่กำลังจราจร และหาหินรองล้อเพื่อป้องกันรถไหล
c.       นำชุดกากบาท หรือบล็อกขันน๊อตล้อ มาถอดน๊อตล้อก่อน หากน๊อตแน่นเกินกำลังมือ อาจจะใช้เท้าค่อยๆ ขย่มกดลงจนกว่าน๊อตจะคลายแล้วตามด้วยการขันด้วย ถอดให้หลวมพอประมาณแล้วเก็บวางน๊อตไว้ให้เป็นระเบียบ แต่ยังไม่ต้องถอดล้อ
d.      ถอดยางอะไหล่จากจุดไว้ยางอะไหล่ สำหรับรถเก๋ง โดยมากจะอยู่ที่ท้ายฝากระโปรงหลัง ส่วนรถระบะและอเนกประสงค์โดยมาจะอยู่ใต้ท้องรถด้านหลัง ต้องอาศัยเครื่องมือในการปลดยางอะไหล่ลงมา
e.      ขึ้นแม่แรงตามจุดที่กำหนด โดยให้ศึกษาจากคู่มือรถคันนั้นๆที่คุณขับ เพราะแต่ละรุ่นไม่เหมือนกัน แต่ไม่ต้องขึ้นแม่แรงสูงมากเนื่องจากตอนเปลี่ยนล้อคุณจะต้องออกแรงยก เอาแค่ล้อขยับออกมาได้ก็พอ
f.        ถอดล้อที่ยางแบนและเปลี่ยนล้อยางอะไหล่เข้าไป จากนั้นขันน็อตล้อเข้าที่เดิม
g.       นำล้อที่แบนไปเก็บที่ไว้ยางอะไหล่ หรือในที่ ซึ่งสามารถหยิบออกเมื่อต้องนำไปซ่อมแซมได้ง่าย
h.      ตรวจเช็คการขันน็อตล้อ โดยขันให้พอตึงมือไม่ต้องกวดหนักเกินไปเพราะอาจจะทำให้เกลียวรูดหรือน็อตขาดได้
i.         ปลดแม่แรงลงแล้วเก็บเครื่องมือที่ใช้งานให้เรียบร้อย
จากที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนยางก็ไม่ใช่เรื่องหมูอย่างที่คิดเช่นกัน แต่หากคุณเป็นคนที่ต้องเดินทางคนเดียวบ่อยๆ บางทีการหาอุปกรณ์ที่สามารถทดแทนการเปลี่ยนยางติดรถไว้อย่างเช่นน้ำยากปะยางหรือเครื่องเป่าลมยางเคลื่อนที่ติดรถไว้นั้น ก็อาจจะช่วยให้คุณไม่เหนื่อยแล้วต้องเสี่ยงก็ได้ 
สาระอื่น ๆ

“เปลี่ยนยาง“ เรื่องง่ายๆที่อันตรายมากกว่าที่คุณคิด

rutchapong  |  at   01:14


การเปลี่ยนยางอาจจะเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ว่าใครที่พอจะเป็นเรื่องช่างอยู่บ้าง อาจจะสามารถแก้ไขสถานการณ์เอาตัวรอดดีกว่ากินข้าวลิงไปได้ หากแต่แม้มันจะดูแล้วก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่การทำงานบนไหล่ทางหรือถนนอาจจะเป็นเรื่องไม่ง่ายเช่นกัน  และมันแฝงด้วยอันตราย ที่วันนี้เราจะพาไปดูความอันตรายของมัน และวิธีการที่ถูกต้องในการเปลี่ยนยางริมถนน
1.       อาจจะถูกชน ถ้าคุณไม่มีทักษะในการเปลี่ยนยาง มันจะเป็นเรื่องยากไปในทันที เมื่อต้องเปลี่ยนยาง เรื่องที่ฟังง่ายอาจจะไม่หมูอย่างที่คิด เมื่อต้องปฏิบัติงานจริง และความงกๆ เงิ่นๆ ของคุณ ก็อาจะทำให้ถูกรถชนได้ แม้ทางแก้ไขของปัญหานี้คือการตั้งสัญลักษณ์ ก่อนถึงรถราวๆ 100 เมตร เป็นอย่างน้อย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะวางใจได้เสมอไป ยิ่งกับถนนที่มีการจราจรหนาแน่น เช่นทางหลวงต่างเมืองก็ตาม  ที่สำคัญจอดให้ชิดกับไหล่ทางมากที่สุด
2.       รถอาจจะหล่นทับคุณ การจะเปลี่ยนยางได้นั้น จำเป็นที่จะต้องยกรถขึ้นด้วยแม่แรง และถ้าใครที่ไม่มีความรู้เรื่องช่างหรือมีบ้างเล็กน้อย อาจจะไม่รู้จักจุดขึ้นแม่แรงของรถและ ทำมีโอกาสสูงที่รถยนต์จะตกลงมาทับได้ ความเสี่ยงต่อการที่รถจะตกลงมาทับมีสูงน้อยกว่าการที่โดนรถชนก็จริง แต่สามารถที่จะทำให้บาดเจ็บร้ายแรงได้เช่นกัน ซึ่งบางทีการตรวจอุปกรณ์พวกแม่แรงก่อนใช้งานก็สามารถช่วยได้ไม่มากก็น้อยในจุดนี้
3.       รถอาจแล่นทับคุณ แม่ทุกอย่างอาจจะดุเรียบร้อยในสายตาแต่บางทีมันอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะรถอาจจะไหล และเมื่อรถไหลมันก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดอุบติเหตุตามมา ดังนั้น การที่เราจะเปลี่ยนยาง ความมั่นใจว่า ไม่จอดบนเนิน และเบรกมือเรียบร้อย และถ้าพอจะเป็นไปได้หาหินมาดักหน้ารอเพื่อไม่ให้รถไหลด้วยก็จะยิ่งดี
จากทั้ง 3 ข้ออาจจะเห้นไก้ว่าการเปลี่ยนยางนั้นไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลย ยิ่งเมื่อเรากำลังพูดถึงชีวิตที่อาจจะเสี่ยงภัยอย่างไม่รู้ตัว แต่ในช่วงหนาวนี้ที่หลายคนต้องเดินทางกันไปเที่ยว เหตุหารณ์นี้อาจจะเกิดขึ้นได้ และ เรามีคำแนะนำมาฝากกัน
1.       ตรวจอุปกรณ จำไว้ว่าถ้าเดินทางไกล ควรตรวจสอบอุปกรณ์ให้ถี่ถ้วนเพื่อความมั่นใจ และอุปกรณ์ยามฉุกเฉินเช่นกัน แม่แรง ยางสำรอง หรือกระทั่งแรงดันของลมยางสำรองถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ อย่างมากต่อการเดินทางเช็คให้ดี และจะให้ดียิ่งขึ้น ซื้อพวกป้ายทับทิมสามเหลี่ยม และเสื้อเรืองแสงมาด้วยก็จะสามารถเพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น
2.       หาที่เหมาะๆ   เมื่อพบว่ายางแบน ซึ่งสามารถสังเกตได้จากเสียงยางบดถนน จำไว้ว่า อย่าเร่งที่จะรีบเปลี่ยนยาง ความจริงล้อถูกออกแบบมาให้ทนทานพอสมควรหากใช้ความเร็วไม่สูงนัก ดังนั้นเลือกที่จอดที่ดีหน่อยเช่น ไหล่ทางที่มีความห่าง หรือช่องเว้นสำหรับจอดรถยามฉุกเฉินจะช่วยขจัดอันตรายไปได้พอสมควร
3.       เข้าใจวิธีการเปลี่ยนยาง เราเชื่อว่าหลายคนไม่เคยเปลี่ยนยางกันมาก่อน และมีน้อยคนมากที่อาจจะเคยผ่านประสบการณ์เช่นนี้ แต่เมื่อมันมาถึงเราก็หวังว่าจะพร้อมและปฏิบัติเป็นขั้นตอนดังนี้
a.       ตรวจสอบล้อที่ยางแบน
b.      วางสัญญาณเตือนภัยรถที่กำลังจราจร และหาหินรองล้อเพื่อป้องกันรถไหล
c.       นำชุดกากบาท หรือบล็อกขันน๊อตล้อ มาถอดน๊อตล้อก่อน หากน๊อตแน่นเกินกำลังมือ อาจจะใช้เท้าค่อยๆ ขย่มกดลงจนกว่าน๊อตจะคลายแล้วตามด้วยการขันด้วย ถอดให้หลวมพอประมาณแล้วเก็บวางน๊อตไว้ให้เป็นระเบียบ แต่ยังไม่ต้องถอดล้อ
d.      ถอดยางอะไหล่จากจุดไว้ยางอะไหล่ สำหรับรถเก๋ง โดยมากจะอยู่ที่ท้ายฝากระโปรงหลัง ส่วนรถระบะและอเนกประสงค์โดยมาจะอยู่ใต้ท้องรถด้านหลัง ต้องอาศัยเครื่องมือในการปลดยางอะไหล่ลงมา
e.      ขึ้นแม่แรงตามจุดที่กำหนด โดยให้ศึกษาจากคู่มือรถคันนั้นๆที่คุณขับ เพราะแต่ละรุ่นไม่เหมือนกัน แต่ไม่ต้องขึ้นแม่แรงสูงมากเนื่องจากตอนเปลี่ยนล้อคุณจะต้องออกแรงยก เอาแค่ล้อขยับออกมาได้ก็พอ
f.        ถอดล้อที่ยางแบนและเปลี่ยนล้อยางอะไหล่เข้าไป จากนั้นขันน็อตล้อเข้าที่เดิม
g.       นำล้อที่แบนไปเก็บที่ไว้ยางอะไหล่ หรือในที่ ซึ่งสามารถหยิบออกเมื่อต้องนำไปซ่อมแซมได้ง่าย
h.      ตรวจเช็คการขันน็อตล้อ โดยขันให้พอตึงมือไม่ต้องกวดหนักเกินไปเพราะอาจจะทำให้เกลียวรูดหรือน็อตขาดได้
i.         ปลดแม่แรงลงแล้วเก็บเครื่องมือที่ใช้งานให้เรียบร้อย
จากที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนยางก็ไม่ใช่เรื่องหมูอย่างที่คิดเช่นกัน แต่หากคุณเป็นคนที่ต้องเดินทางคนเดียวบ่อยๆ บางทีการหาอุปกรณ์ที่สามารถทดแทนการเปลี่ยนยางติดรถไว้อย่างเช่นน้ำยากปะยางหรือเครื่องเป่าลมยางเคลื่อนที่ติดรถไว้นั้น ก็อาจจะช่วยให้คุณไม่เหนื่อยแล้วต้องเสี่ยงก็ได้ 

ความร้อนที่ผิวถนนมีผลทำให้ยางระเบิดน้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรถยนต์นั่งทั่วไปที่ไม่ได้มีการบรรทุกสิ่งของที่มี น้ำหนัก หรือจะบอกว่า ความร้อนที่มีผิวถนนมีผลกระทบต่อยางอย่างน้อยกว่าน้ำหนักบรรทุกและความเร็ว สูง ๆ ที่ใช้ ก็คงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

เพราะในขณะที่รถยนต์วิ่งไปตลอดเวลาในระดับความเร็วปกตินั้น กระแสลมที่พัดเข้ามาปะทะกับยาง จะเป็นตัวช่วยระบายความร้อนที่เกิดขึ้นกับยางได้มากทีเดียว ความร้อนของผิวถนนที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผิวถนนแบบใดในประเทศไทย จึงไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้ยางระเบิดได้
ยกเว้นแต่ความร้อนที่เกิดขึ้นสูงผิดปกติ เช่น เมื่อเกิดพายุลมร้อน หรือความร้อนที่เกิดขึ้นตามประเทศแถบเส้นศูนย์สูตร หรือเมื่อขับรถไปจนยางร้อนจัดแล้วต้องไปเจอกับอุณหภูมิของอากาศที่เปลี่ยนแปลงกระทันหัน เช่น เจอฝนตก อย่างนี้ก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดยางระเบิดได้เหมือนกัน
วิธีการที่ดีเพื่อความปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงการจอดรถบนพื้นผิวที่ร้อนจัดมากๆ เป็นเวลานานต่อเนื่อง และเมื่อท่านต้องขับรถยนต์ทางไกลในสภาพที่ร้อนจัด ก็ควรทำการพักรถเพื่อให้เครื่องยนต์และยางได้คลายความร้อนลงไปบ้าง โดยประมาณไม่ควรเกิน 300 กิโลเมตร ควรพักรถหนึ่งครั้ง แต่ทั้งนี้ต้องหลีกเลี่ยงการจอดรถบนพื้นถนนที่มีน้ำเปียกถนน เพราะอุณหภูมิที่มีการเปลี่ยนแปลงกะทันหันจะทำให้ยางร่อน , บวม หรือยางระเบิดได้ครับ
สาระอื่น ๆ

ถนนร้อน … ยางจะระเบิดหรือไม่

rutchapong  |  at   23:32

ความร้อนที่ผิวถนนมีผลทำให้ยางระเบิดน้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรถยนต์นั่งทั่วไปที่ไม่ได้มีการบรรทุกสิ่งของที่มี น้ำหนัก หรือจะบอกว่า ความร้อนที่มีผิวถนนมีผลกระทบต่อยางอย่างน้อยกว่าน้ำหนักบรรทุกและความเร็ว สูง ๆ ที่ใช้ ก็คงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

เพราะในขณะที่รถยนต์วิ่งไปตลอดเวลาในระดับความเร็วปกตินั้น กระแสลมที่พัดเข้ามาปะทะกับยาง จะเป็นตัวช่วยระบายความร้อนที่เกิดขึ้นกับยางได้มากทีเดียว ความร้อนของผิวถนนที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผิวถนนแบบใดในประเทศไทย จึงไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้ยางระเบิดได้
ยกเว้นแต่ความร้อนที่เกิดขึ้นสูงผิดปกติ เช่น เมื่อเกิดพายุลมร้อน หรือความร้อนที่เกิดขึ้นตามประเทศแถบเส้นศูนย์สูตร หรือเมื่อขับรถไปจนยางร้อนจัดแล้วต้องไปเจอกับอุณหภูมิของอากาศที่เปลี่ยนแปลงกระทันหัน เช่น เจอฝนตก อย่างนี้ก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดยางระเบิดได้เหมือนกัน
วิธีการที่ดีเพื่อความปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงการจอดรถบนพื้นผิวที่ร้อนจัดมากๆ เป็นเวลานานต่อเนื่อง และเมื่อท่านต้องขับรถยนต์ทางไกลในสภาพที่ร้อนจัด ก็ควรทำการพักรถเพื่อให้เครื่องยนต์และยางได้คลายความร้อนลงไปบ้าง โดยประมาณไม่ควรเกิน 300 กิโลเมตร ควรพักรถหนึ่งครั้ง แต่ทั้งนี้ต้องหลีกเลี่ยงการจอดรถบนพื้นถนนที่มีน้ำเปียกถนน เพราะอุณหภูมิที่มีการเปลี่ยนแปลงกะทันหันจะทำให้ยางร่อน , บวม หรือยางระเบิดได้ครับ

คำถามคำตอบในส่วนต่อไปนี้ จะช่วยให้ท่านมีความเข้าใจถึงการดูแลรักษายางอย่างถูกวิธี อันจะส่งผลให้ท่านได้รับความปลอดภัยในการขับขี่ได้มากขึ้น และทำให้ยางมีอายุการใช้งานที่นานขึ้น คุ้มค่ากับเงินที่ท่านได้จ่ายไป
การดูแลรักษายางรถยนต์
1. ยางที่ใช้อยู่ควรจะเติมลมกี่ปอนด์ ?
การเติมลมยางให้ได้อัตราที่ถูกต้อง คือสิ่งสำคัญ และจำเป็นที่สุดของการดูแลรักษายาง ยางที่ใช้อยู่ควรสูบลมให้ได้ตามอัตราสูบลมที่โรงงานผู้ผลิตรถยนต์ได้กำหนด ไว้ โดยปกติแล้วอัตราสูบลมที่ถูกต้อง และเหมาะสมสำหรับรถแต่ละชนิด ที่โรงงานผู้ผลิตรถยนต์กำหนดไว้นั้น จะระบุไว้ในแผ่นโลหะ หรือสติ๊กเกอร์ที่ติดไว้บริเวณสันประตู หรือเสากลางข้างตัวรถ หรือติดไว้ในช่องเก็บของภายในรถ นอกจากนั้น ยังมีระบุไว้ในหนังสือคู่มือการใช้รถอีกด้วย
แต่หากท่านมิได้ใช้ยางขนาดเดียวกันกับยางที่ติดรถมา ท่านควรขอคำแนะนำเกี่ยวกับอัตราสูบลมยางที่เหมาะสมจากโรงงานผู้ผลิตรถยนต์ หรือร้านจำหน่ายยางที่ได้มาตราฐาน
สำหรับยางอะไหล่ ท่านควรสูบลมไว้ให้มากกว่ามาตราฐาน 3-4 ปอนด์ และลดลงให้กลับสู่อัตราปกติ เมื่อนำไปใช้
2. การใช้ลมอ่อนเกินไป จะมีผลอย่างไรต่อยางที่ใช้อยู่ ?
การใช้ยางที่สูบลมไว้ต่ำกว่าอัตราที่เหมาะสมถูกต้อง หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า ลมอ่อนเกินไปนั้น นับเป็นศัตรูตัวสำคัญต่ออายุการใช้งานของยางทีเดียว อีกทั้งยังจะส่งผลเสียอย่างมากต่อยางที่ใช้อยู่ กล่าวคือ ในขณะรถวิ่ง ยางจะเกิดความร้อนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมากกว่าที่ควรจะเป็น ความสามารถในการบรรทุกน้ำหนักจะลดน้อยลงกว่ามาตราฐาน และสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น
3. ควรตรวจเช็คลมยางเมื่อไร ?
ท่านควรตรวจเช็คลมยางอย่างสม่ำเสมอประมาณอาทิตย์ละครั้ง หรือทุกครั้งก่อนเดินทางในขณะที่ยางยังเย็นอยู่ กล่าวคือวิ่งมาไม่เกิน 1.5 – 2.0 กิโลเมตร เพราะขณะที่รถวิ่งนั้น ความดันลมในยางจะเพิ่มขึ้นตามอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติ หากท่านทำการตรวจเช็คอัตราลมในขณะนั้น ก็จะได้ค่าที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น จึงควรตรวจเช็คอัตราลมในขณะที่ยางยังเย็นอยู่ หรือประมาณ 2-3 ชั่วโมงหลังการใช้งาน ท่านไม่ควรใช้วิธีสังเกตด้วยตาว่า ลมยางของท่านอ่อนเกินไปหรือยัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากยางที่ท่านกำลังใช้อยู่เป็นยางเรเดียยล ท่านควรตรวจเช็คลมโดยให้เกจ์วัดลมที่ได้มาตราฐาน ซึ่งสามารถหาซื้อได้จากห้างสรรพสินค้า หรือตามร้านจำหน่ายยางที่ได้มาตราฐาน
4. ทำไมถึงต้องมีการสลับยาง
วัตถุประสงค์หลักของการสลับยาง ก็เพื่อให้ยางทุกเส้นมีการสึกที่เท่ากัน ดังนั้นท่านควรศึกษาคู่มือการใช้รถเกี่ยวกับคำแนะนำในการสลับยาง ซึ่งโดยปกติแล้ว ท่านควรสลับยางทุกๆ 9,000 – 13,000 กิโลเมตร หากรถของท่านเป็นรถใหม่ ท่านควรจะสลับยางในทันทีที่ท่านใช้รถครบ 10,000 กิโลเมตรแรก หากยางเกิดการสึกที่ไม่สม่ำเสมอ ท่านควรรีบปรึกษากับร้านผู้ชำนาญงาน เพื่อตรวจเช็คศูนย์ล้อ ถ่วงล้อ ตลอดจนระบบช่วงล่างโดยทันที
โรงงานผู้ผลิตรถยนต์ มักจะแนะนำให้เติมลมยางล้อหน้า และล้อหลังต่างกัน ดังนั้นเมื่อสลับยางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านก็ต้องปรับระดับความดันลมของยางล้อหน้า และล้อหลังให้ถูกต้อง
5. ทำไมต้องมีการถ่วงล้อ
หากเกิดการกระจายน้ำหนักไม่ถูกต้องของยาง และกะทะล้อ จะก่อให้เกิดอาการสั่นสะท้านขึ้นขณะที่รถวิ่ง อันจะมีผลเสียต่ออายุการใช้งานของยาง ระบบช่วงล่างของรถ ตลอดจนความสะดวกสบายในการขับขี่ การถ่วงล้อจะช่วยให้เกิดการกระจายน้ำหนักที่ถูกต้องของยาง และกะทะล้อ ซึ่งการถ่วงล้อก็สามารถกระทำได้ โดยเพิ่มน้ำหนักลงไป ณ จุดใดจุดหนึ่งที่ขอบกะทะล้อ
6. เมื่อไรจึงควรจะถ่วงล้อ
ยางและกะทะล้อควรส่งเข้ารับการบริการถ่วงล้อในทันทีที่ เมื่อมีการเปลี่ยนยางใหม่ เมื่อมีการสลับยาง สลับกะทะล้อ เมื่อนำยางที่ใช้แล้วมาใส่กะทะล้อที่ใช้อยู่ เมื่อยางแตก และได้รับการปะยางเป็นที่เรียบร้อย เมื่อมีการถอดยางออกจากกะทะล้อ หรือใส่ยางกลับเข้ากะทะล้อ เมื่อเกิดการสั่นสะท้านขณะที่รถวิ่ง เมื่อเกิดการสึกไม่สม่ำเสมอ ท่านควรส่งรถเข้ารับบริการถ่วงล้อจากร้านยางที่ได้มาตราฐานเท่านั้น
7. การตั้งศูนย์ล้อคืออะไร
การตั้งศูนย์ล้อ คือการทำให้ส่วนประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบบังคับเลี้ยว ระบบช่วงล่างล้อ และยาง ทำงานสัมพันธ์กันอย่างถูกต้อง ซึ่งจะทำให้รถวิ่งได้ตรง ไม่ดึงไปทางซ้ายหรือขวา ระบบช่วงล่าง และระบบบังคับเลี้ยวของรถนั้น มีชิ้นส่วนต่างๆ มากมาย ที่มีการเคลื่อนไหวขณะรถวิ่ง และย่อมจะมีการสึกหรอเกิดขึ้น ซึ่งมีผลทำให้ศูนย์ล้อผิดเพี้ยนไปจากสเป็คที่ถูกต้อง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการปรับตั้งศูนย์ล้อเพื่อให้ได้ค่าตามที่กำหนดไว้ใน สเป็คของรถ นอกจากนั้น ศูนย์ล้อยังขึ้นอยู่กับความสูงของตัวรถกับพื้นถนน และการกระจายน้ำหนักลงบนล้อรถด้วย กล่าวคือ เมื่อรถถูกใช้งานนานขึ้น คอยส์สปริง บุช ลูกยางต่างๆก็เริ่มหมดอายุ ความสูง และการกระจายน้ำหนักของรถก็ผิดไปจากมาตราฐานเดิม อันจะส่งผลให้ศูนย์ล้อผิดพลาดไปจากสเป็ค เมื่อใดก็ตามที่ศูนย์ล้อไม่ถูกต้องตามสเป็ค ล้อรถกับตัวถัง หรือล้อข้างซ้ายกับล้อข้างขวาก็จะไม่เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน อันจะเป็นผลให้รถวิ่งไม่ตรง หรือเกิดอาการแฉลบ หรือพวงมาลัยดึงไปข้างใดข้างหนึ่ง ทำให้ยางสึกผิดปกติ
8. ทำไมต้องมีการปรับตั้งศูนย์ล้อ
เพราะการที่รถมีศูนย์ล้อที่ไม่ถูกต้อง นอกจากจะทำให้ยางเกิดการสึกที่ผิดปกติแล้ว ยังมีผลต่อระบบควบคุมบังคับทิศทางของรถด้วย ดังนั้น หากรถของท่านที่มีอาการผิดปกติในการควบคุมบังคับทิศทางของรถ หรือท่านสังเกตุเห็นว่ายางที่ใช้อยู่มีลักษณะสึกที่ไม่สม่ำเสมอ หรือผิดปกติ ก็สามารถบ่งชี้ได้ว่าศูนย์ล้อรถของท่านจำเป็นต้องได้รับการตรวจเช็ค และปรับตั้งศูนย์ล้อแล้ว และแม้ท่านจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการนี้ แต่ก็เป็นค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ท่านจะต้องใช้ในการซื้อยางชุดใหม่ ซ่อมแซมช่วงล่าง และที่สำคัญคืออันตราย อันอาจจะเกิดขึ้นต่อทรัพย์สิน และชีวิตของท่าน
9. มีคำแนะนำอย่างไร เมื่อต้องการเปลี่ยนยางชุดใหม่
ในการเลือกยางรถยนต์สิ่งที่ควรคำนึงถึง คือ ประเภทรถยนต์ รถยนต์หนัก รถยนต์เบาสมรรถนะความเร็วรถ ความเร็วปกติ ความเร็วสูง ลักษณะการขับขี่ ขับช้า ขับเร็ว หรือขับเร็วมาก สภาพพื้นผิวถนน ถนนเรียบ ถนนขรุขระ ถนนทราย สภาพภูมิอากาศ ร้อน หนาว ฝนตกชุก ใช้ยางกับกะทะล้อให้ถูกต้องตามที่กำหนดโดยโรงงานผู้ผลิตรถยนต์ และกะทะที่ใช้จะต้องไม่บิดเบี้ยว หรือเป็นสนิม
อย่าเลือกใช้ยางที่มีขนาดเล็กกว่ายางที่ติดรถมา 
ทั้งนี้เพราะยางที่มีขนาดเล็กกว่าย่อมมีประสิทธิภาพในการรับน้ำหนักบรรทุก ได้น้อยกว่า (รวมทั้งน้ำหนักตัวรถด้วย) ฉะนั้น ควรใช้ยางให้ถูกตามขนาดที่กำหนดโดยโรงงานผู้ผลิต หรือตามคำแนะนำจากร้านจำหน่ายยางที่ชำนาญงานเท่านั้น ควรใช้ยางชนิดเดียวกัน ดอกเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการขับขี่อย่างเต็มที่ ท่านควรตระหนักว่า ยางต่างชนิดกัน ย่อมมีโครงสร้างที่แตกต่างกัน และมีประสิทธิภาพในการใช้งานที่แตกต่างกันด้วย อนึ่ง หากท่านมีความจำเป็นต้องใช้ยางที่ต่างชนิด หรือดอกยางต่างกัน ก็ควรจะใช้ยางชนิดหรือดอกเดียวกันในเพลาเดียวกัน

หากท่านมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ยางต่างขนาดกัน ให้ใช้ยางที่มีซีรีส์เท่ากันในเพลาเดียวกัน และให้ใช้ยางซีรีส์ต่ำกว่าเป็นยางหลัง ส่วนยางซีรีส์สูงกว่าเป็นยางหน้า เมื่อท่านเปลี่ยนยางใหม่แล้ว ท่านควรขับรถด้วยความระมัดระวังเพื่อให้ชินกับยางชุดใหม่เสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่เบรครถ เร่งความเร็วรถ เข้าโค้ง หรือใช้รถขณะฝนตก ทั้งนี้เพราะยางชุดใหม่อาจให้ความรู้สึกที่ผิดไปจากยางชุดเก่าที่ท่านเคยใช้ ข้อควรระวัง เกี่ยวกับความปลอดภัย การถอดหรือใส่ยางเข้ากะทะล้อ ควรกระทำโดยผู้ชำนาญงานเท่านั้น มิฉะนั้น อาจเกิดความเสียหาย และอันตรายขณะถอดใส่ได้
10. จะทำอย่างไรเมื่อรถเกิดอาการสั่นสะท้าน
อาการสั่นสะท้านย่อมแสดงว่า มีสิ่งผิดปกติกับรถที่ใช้อยู่ และควรได้รับการแก้ไขโดยทันที มิฉะนั้นจะส่งผลเสียต่อยางที่ใช้ระบบช่วงล่าง ตลอดจนระบบพวงมาลัย เมื่อเกิดอาการสั่นสะท้านขึ้น ท่านควรตรวจเช็คการสึกของยาง เพราะลักษณะการสึกจะทำให้ท่านพอทราบถึงสาเหตุของการสั่นสะท้าน และวิธีการป้องกัน
11. นิสัยการขับรถมีผลต่อการสึกของยางหรือไม่
นิสัยการขับรถของแต่ละท่าน จะมีผลต่อการสึกของยางก่อนกำหนด ฉะนั้นเพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งานของรถ ท่านควรหลีกเลี่ยงนิสัยการขับต่อไปนี้ ออกรถ และหยุดรถอย่างรุนแรง การหักเลี้ยวอย่างรุนแรง การขับรถปีนขอบถนน ขับเบียดฟุตบาท การขับโดยไม่หลบหลุม ก้อนหิน หรือสิ่งกีดขวาง
ที่มา http://www.goodyear.co.th/ 
เทคนิคดูแลรถยนต์

11 วิธีการดูแลรักษายางรถยนต์

rutchapong  |  at   23:21

คำถามคำตอบในส่วนต่อไปนี้ จะช่วยให้ท่านมีความเข้าใจถึงการดูแลรักษายางอย่างถูกวิธี อันจะส่งผลให้ท่านได้รับความปลอดภัยในการขับขี่ได้มากขึ้น และทำให้ยางมีอายุการใช้งานที่นานขึ้น คุ้มค่ากับเงินที่ท่านได้จ่ายไป
การดูแลรักษายางรถยนต์
1. ยางที่ใช้อยู่ควรจะเติมลมกี่ปอนด์ ?
การเติมลมยางให้ได้อัตราที่ถูกต้อง คือสิ่งสำคัญ และจำเป็นที่สุดของการดูแลรักษายาง ยางที่ใช้อยู่ควรสูบลมให้ได้ตามอัตราสูบลมที่โรงงานผู้ผลิตรถยนต์ได้กำหนด ไว้ โดยปกติแล้วอัตราสูบลมที่ถูกต้อง และเหมาะสมสำหรับรถแต่ละชนิด ที่โรงงานผู้ผลิตรถยนต์กำหนดไว้นั้น จะระบุไว้ในแผ่นโลหะ หรือสติ๊กเกอร์ที่ติดไว้บริเวณสันประตู หรือเสากลางข้างตัวรถ หรือติดไว้ในช่องเก็บของภายในรถ นอกจากนั้น ยังมีระบุไว้ในหนังสือคู่มือการใช้รถอีกด้วย
แต่หากท่านมิได้ใช้ยางขนาดเดียวกันกับยางที่ติดรถมา ท่านควรขอคำแนะนำเกี่ยวกับอัตราสูบลมยางที่เหมาะสมจากโรงงานผู้ผลิตรถยนต์ หรือร้านจำหน่ายยางที่ได้มาตราฐาน
สำหรับยางอะไหล่ ท่านควรสูบลมไว้ให้มากกว่ามาตราฐาน 3-4 ปอนด์ และลดลงให้กลับสู่อัตราปกติ เมื่อนำไปใช้
2. การใช้ลมอ่อนเกินไป จะมีผลอย่างไรต่อยางที่ใช้อยู่ ?
การใช้ยางที่สูบลมไว้ต่ำกว่าอัตราที่เหมาะสมถูกต้อง หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า ลมอ่อนเกินไปนั้น นับเป็นศัตรูตัวสำคัญต่ออายุการใช้งานของยางทีเดียว อีกทั้งยังจะส่งผลเสียอย่างมากต่อยางที่ใช้อยู่ กล่าวคือ ในขณะรถวิ่ง ยางจะเกิดความร้อนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมากกว่าที่ควรจะเป็น ความสามารถในการบรรทุกน้ำหนักจะลดน้อยลงกว่ามาตราฐาน และสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น
3. ควรตรวจเช็คลมยางเมื่อไร ?
ท่านควรตรวจเช็คลมยางอย่างสม่ำเสมอประมาณอาทิตย์ละครั้ง หรือทุกครั้งก่อนเดินทางในขณะที่ยางยังเย็นอยู่ กล่าวคือวิ่งมาไม่เกิน 1.5 – 2.0 กิโลเมตร เพราะขณะที่รถวิ่งนั้น ความดันลมในยางจะเพิ่มขึ้นตามอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติ หากท่านทำการตรวจเช็คอัตราลมในขณะนั้น ก็จะได้ค่าที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น จึงควรตรวจเช็คอัตราลมในขณะที่ยางยังเย็นอยู่ หรือประมาณ 2-3 ชั่วโมงหลังการใช้งาน ท่านไม่ควรใช้วิธีสังเกตด้วยตาว่า ลมยางของท่านอ่อนเกินไปหรือยัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากยางที่ท่านกำลังใช้อยู่เป็นยางเรเดียยล ท่านควรตรวจเช็คลมโดยให้เกจ์วัดลมที่ได้มาตราฐาน ซึ่งสามารถหาซื้อได้จากห้างสรรพสินค้า หรือตามร้านจำหน่ายยางที่ได้มาตราฐาน
4. ทำไมถึงต้องมีการสลับยาง
วัตถุประสงค์หลักของการสลับยาง ก็เพื่อให้ยางทุกเส้นมีการสึกที่เท่ากัน ดังนั้นท่านควรศึกษาคู่มือการใช้รถเกี่ยวกับคำแนะนำในการสลับยาง ซึ่งโดยปกติแล้ว ท่านควรสลับยางทุกๆ 9,000 – 13,000 กิโลเมตร หากรถของท่านเป็นรถใหม่ ท่านควรจะสลับยางในทันทีที่ท่านใช้รถครบ 10,000 กิโลเมตรแรก หากยางเกิดการสึกที่ไม่สม่ำเสมอ ท่านควรรีบปรึกษากับร้านผู้ชำนาญงาน เพื่อตรวจเช็คศูนย์ล้อ ถ่วงล้อ ตลอดจนระบบช่วงล่างโดยทันที
โรงงานผู้ผลิตรถยนต์ มักจะแนะนำให้เติมลมยางล้อหน้า และล้อหลังต่างกัน ดังนั้นเมื่อสลับยางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านก็ต้องปรับระดับความดันลมของยางล้อหน้า และล้อหลังให้ถูกต้อง
5. ทำไมต้องมีการถ่วงล้อ
หากเกิดการกระจายน้ำหนักไม่ถูกต้องของยาง และกะทะล้อ จะก่อให้เกิดอาการสั่นสะท้านขึ้นขณะที่รถวิ่ง อันจะมีผลเสียต่ออายุการใช้งานของยาง ระบบช่วงล่างของรถ ตลอดจนความสะดวกสบายในการขับขี่ การถ่วงล้อจะช่วยให้เกิดการกระจายน้ำหนักที่ถูกต้องของยาง และกะทะล้อ ซึ่งการถ่วงล้อก็สามารถกระทำได้ โดยเพิ่มน้ำหนักลงไป ณ จุดใดจุดหนึ่งที่ขอบกะทะล้อ
6. เมื่อไรจึงควรจะถ่วงล้อ
ยางและกะทะล้อควรส่งเข้ารับการบริการถ่วงล้อในทันทีที่ เมื่อมีการเปลี่ยนยางใหม่ เมื่อมีการสลับยาง สลับกะทะล้อ เมื่อนำยางที่ใช้แล้วมาใส่กะทะล้อที่ใช้อยู่ เมื่อยางแตก และได้รับการปะยางเป็นที่เรียบร้อย เมื่อมีการถอดยางออกจากกะทะล้อ หรือใส่ยางกลับเข้ากะทะล้อ เมื่อเกิดการสั่นสะท้านขณะที่รถวิ่ง เมื่อเกิดการสึกไม่สม่ำเสมอ ท่านควรส่งรถเข้ารับบริการถ่วงล้อจากร้านยางที่ได้มาตราฐานเท่านั้น
7. การตั้งศูนย์ล้อคืออะไร
การตั้งศูนย์ล้อ คือการทำให้ส่วนประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบบังคับเลี้ยว ระบบช่วงล่างล้อ และยาง ทำงานสัมพันธ์กันอย่างถูกต้อง ซึ่งจะทำให้รถวิ่งได้ตรง ไม่ดึงไปทางซ้ายหรือขวา ระบบช่วงล่าง และระบบบังคับเลี้ยวของรถนั้น มีชิ้นส่วนต่างๆ มากมาย ที่มีการเคลื่อนไหวขณะรถวิ่ง และย่อมจะมีการสึกหรอเกิดขึ้น ซึ่งมีผลทำให้ศูนย์ล้อผิดเพี้ยนไปจากสเป็คที่ถูกต้อง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการปรับตั้งศูนย์ล้อเพื่อให้ได้ค่าตามที่กำหนดไว้ใน สเป็คของรถ นอกจากนั้น ศูนย์ล้อยังขึ้นอยู่กับความสูงของตัวรถกับพื้นถนน และการกระจายน้ำหนักลงบนล้อรถด้วย กล่าวคือ เมื่อรถถูกใช้งานนานขึ้น คอยส์สปริง บุช ลูกยางต่างๆก็เริ่มหมดอายุ ความสูง และการกระจายน้ำหนักของรถก็ผิดไปจากมาตราฐานเดิม อันจะส่งผลให้ศูนย์ล้อผิดพลาดไปจากสเป็ค เมื่อใดก็ตามที่ศูนย์ล้อไม่ถูกต้องตามสเป็ค ล้อรถกับตัวถัง หรือล้อข้างซ้ายกับล้อข้างขวาก็จะไม่เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน อันจะเป็นผลให้รถวิ่งไม่ตรง หรือเกิดอาการแฉลบ หรือพวงมาลัยดึงไปข้างใดข้างหนึ่ง ทำให้ยางสึกผิดปกติ
8. ทำไมต้องมีการปรับตั้งศูนย์ล้อ
เพราะการที่รถมีศูนย์ล้อที่ไม่ถูกต้อง นอกจากจะทำให้ยางเกิดการสึกที่ผิดปกติแล้ว ยังมีผลต่อระบบควบคุมบังคับทิศทางของรถด้วย ดังนั้น หากรถของท่านที่มีอาการผิดปกติในการควบคุมบังคับทิศทางของรถ หรือท่านสังเกตุเห็นว่ายางที่ใช้อยู่มีลักษณะสึกที่ไม่สม่ำเสมอ หรือผิดปกติ ก็สามารถบ่งชี้ได้ว่าศูนย์ล้อรถของท่านจำเป็นต้องได้รับการตรวจเช็ค และปรับตั้งศูนย์ล้อแล้ว และแม้ท่านจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการนี้ แต่ก็เป็นค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ท่านจะต้องใช้ในการซื้อยางชุดใหม่ ซ่อมแซมช่วงล่าง และที่สำคัญคืออันตราย อันอาจจะเกิดขึ้นต่อทรัพย์สิน และชีวิตของท่าน
9. มีคำแนะนำอย่างไร เมื่อต้องการเปลี่ยนยางชุดใหม่
ในการเลือกยางรถยนต์สิ่งที่ควรคำนึงถึง คือ ประเภทรถยนต์ รถยนต์หนัก รถยนต์เบาสมรรถนะความเร็วรถ ความเร็วปกติ ความเร็วสูง ลักษณะการขับขี่ ขับช้า ขับเร็ว หรือขับเร็วมาก สภาพพื้นผิวถนน ถนนเรียบ ถนนขรุขระ ถนนทราย สภาพภูมิอากาศ ร้อน หนาว ฝนตกชุก ใช้ยางกับกะทะล้อให้ถูกต้องตามที่กำหนดโดยโรงงานผู้ผลิตรถยนต์ และกะทะที่ใช้จะต้องไม่บิดเบี้ยว หรือเป็นสนิม
อย่าเลือกใช้ยางที่มีขนาดเล็กกว่ายางที่ติดรถมา 
ทั้งนี้เพราะยางที่มีขนาดเล็กกว่าย่อมมีประสิทธิภาพในการรับน้ำหนักบรรทุก ได้น้อยกว่า (รวมทั้งน้ำหนักตัวรถด้วย) ฉะนั้น ควรใช้ยางให้ถูกตามขนาดที่กำหนดโดยโรงงานผู้ผลิต หรือตามคำแนะนำจากร้านจำหน่ายยางที่ชำนาญงานเท่านั้น ควรใช้ยางชนิดเดียวกัน ดอกเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการขับขี่อย่างเต็มที่ ท่านควรตระหนักว่า ยางต่างชนิดกัน ย่อมมีโครงสร้างที่แตกต่างกัน และมีประสิทธิภาพในการใช้งานที่แตกต่างกันด้วย อนึ่ง หากท่านมีความจำเป็นต้องใช้ยางที่ต่างชนิด หรือดอกยางต่างกัน ก็ควรจะใช้ยางชนิดหรือดอกเดียวกันในเพลาเดียวกัน

หากท่านมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ยางต่างขนาดกัน ให้ใช้ยางที่มีซีรีส์เท่ากันในเพลาเดียวกัน และให้ใช้ยางซีรีส์ต่ำกว่าเป็นยางหลัง ส่วนยางซีรีส์สูงกว่าเป็นยางหน้า เมื่อท่านเปลี่ยนยางใหม่แล้ว ท่านควรขับรถด้วยความระมัดระวังเพื่อให้ชินกับยางชุดใหม่เสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่เบรครถ เร่งความเร็วรถ เข้าโค้ง หรือใช้รถขณะฝนตก ทั้งนี้เพราะยางชุดใหม่อาจให้ความรู้สึกที่ผิดไปจากยางชุดเก่าที่ท่านเคยใช้ ข้อควรระวัง เกี่ยวกับความปลอดภัย การถอดหรือใส่ยางเข้ากะทะล้อ ควรกระทำโดยผู้ชำนาญงานเท่านั้น มิฉะนั้น อาจเกิดความเสียหาย และอันตรายขณะถอดใส่ได้
10. จะทำอย่างไรเมื่อรถเกิดอาการสั่นสะท้าน
อาการสั่นสะท้านย่อมแสดงว่า มีสิ่งผิดปกติกับรถที่ใช้อยู่ และควรได้รับการแก้ไขโดยทันที มิฉะนั้นจะส่งผลเสียต่อยางที่ใช้ระบบช่วงล่าง ตลอดจนระบบพวงมาลัย เมื่อเกิดอาการสั่นสะท้านขึ้น ท่านควรตรวจเช็คการสึกของยาง เพราะลักษณะการสึกจะทำให้ท่านพอทราบถึงสาเหตุของการสั่นสะท้าน และวิธีการป้องกัน
11. นิสัยการขับรถมีผลต่อการสึกของยางหรือไม่
นิสัยการขับรถของแต่ละท่าน จะมีผลต่อการสึกของยางก่อนกำหนด ฉะนั้นเพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งานของรถ ท่านควรหลีกเลี่ยงนิสัยการขับต่อไปนี้ ออกรถ และหยุดรถอย่างรุนแรง การหักเลี้ยวอย่างรุนแรง การขับรถปีนขอบถนน ขับเบียดฟุตบาท การขับโดยไม่หลบหลุม ก้อนหิน หรือสิ่งกีดขวาง
ที่มา http://www.goodyear.co.th/ 

การสลับยาง ช่วยให้ยางสึกหรอสม่ำเสมอเท่ากันทุก ๆ ตำแหน่งล้อ ทำให้อายุการใช้งานยาวนานขึ้นโดยควรสลับยางทุก ๆ 10,000 กิโลเมตร สำหรับยางโครงสร้างแบบเรเดียล และ ทุก ๆ 5,000 กิโลเมตร สำหรับยางโครงสร้างแบบธรรมดา ส่วนการตั้งศูนย์ล้อนั้น ผู้ใช้รถควรหมั่นสังเกตว่ารถที่ขับอยู่นั้น มีอาการผิดปกติหรือไม่ เช่น มีอาการดึงที่พวงมาลัยไปด้านใดด้านหนึ่ง หรือยางสึกหรอผิดปกติ หากมีอาการดังกล่าวควรจะนำรถไปตั้งศูนย์ล้อ เพื่อความปลอดภัยในการบังคับควบคุมรถและยืดอายุการใช้งานของยางรถยนต์
สำหรับการถ่วงล้อหากพบว่าในขณะขับขี่ที่ความเร็วใดก็ตาม แล้วมีอาการสั่นเต้นที่พวงมาลัย หรือตัวรถจนเกินปกติ แสดงว่ากระทะล้อ และยางขาดความสมดุลต้องทำการถ่วงล้อใหม่ แต่ทั้งนี้ การสั่นเต้นอาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่เกี่ยวกับยางก็ได้ เช่น กระทะล้อคดงอ หรือสภาพช่วงล่า สึกหรอหรือหลวม จึงควรให้ช่างผู้ชำนาญการตรวจหาสาเหตุให้แน่ชัดอีกครั้ง
ถ้าหากรถยนต์ไม่มีอาการผิดปกติดังกล่าวข้างต้น ก็อาจเพียงแค่ทำการตรวจเช็คตามระยะตามที่ระบุในคู่มือรถยนต์ยี่ห้อนั้นๆ
http://www.auto2thai.com/show_article.php?id=1
เทคนิคดูแลรถยนต์

สลับยางแล้วต้องตั้งศูนย์ถ่วงล้อหรือไม่ ?

rutchapong  |  at   23:17

การสลับยาง ช่วยให้ยางสึกหรอสม่ำเสมอเท่ากันทุก ๆ ตำแหน่งล้อ ทำให้อายุการใช้งานยาวนานขึ้นโดยควรสลับยางทุก ๆ 10,000 กิโลเมตร สำหรับยางโครงสร้างแบบเรเดียล และ ทุก ๆ 5,000 กิโลเมตร สำหรับยางโครงสร้างแบบธรรมดา ส่วนการตั้งศูนย์ล้อนั้น ผู้ใช้รถควรหมั่นสังเกตว่ารถที่ขับอยู่นั้น มีอาการผิดปกติหรือไม่ เช่น มีอาการดึงที่พวงมาลัยไปด้านใดด้านหนึ่ง หรือยางสึกหรอผิดปกติ หากมีอาการดังกล่าวควรจะนำรถไปตั้งศูนย์ล้อ เพื่อความปลอดภัยในการบังคับควบคุมรถและยืดอายุการใช้งานของยางรถยนต์
สำหรับการถ่วงล้อหากพบว่าในขณะขับขี่ที่ความเร็วใดก็ตาม แล้วมีอาการสั่นเต้นที่พวงมาลัย หรือตัวรถจนเกินปกติ แสดงว่ากระทะล้อ และยางขาดความสมดุลต้องทำการถ่วงล้อใหม่ แต่ทั้งนี้ การสั่นเต้นอาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่เกี่ยวกับยางก็ได้ เช่น กระทะล้อคดงอ หรือสภาพช่วงล่า สึกหรอหรือหลวม จึงควรให้ช่างผู้ชำนาญการตรวจหาสาเหตุให้แน่ชัดอีกครั้ง
ถ้าหากรถยนต์ไม่มีอาการผิดปกติดังกล่าวข้างต้น ก็อาจเพียงแค่ทำการตรวจเช็คตามระยะตามที่ระบุในคู่มือรถยนต์ยี่ห้อนั้นๆ
http://www.auto2thai.com/show_article.php?id=1

ล้างแผงระบายความร้อนช่วยให้แอร์เย็น


ครั้งนี้เราจะมารื้อด้านหน้ารถออกเพื่อดูแลระบบระบายความร้อนด้านหน้ารถที่เป็นรังผึ้งให้อากาศวิ่งเข้ามาปะทะนำความร้อนออกจากตัวทำให้อุณหภูมิลดลง ซึ่งถ้ารถมีอายุการใช้งานอันยาวนานมากแล้วพวกแผงรังผึ้งต่าง ๆ จะเกิดความสกปรกสะสม ทั้งหิน ดินทราย และตัวแมลง ทำให้การระบายความร้อนทั้งเครื่องยนต์ ระบบปรับอากาศ และอินเตอร์คูลเลอร์สำหรับรถมีเทอร์โบทำได้ไม่ดีนัก
ก่อนลงมือต้องมีการรื้อกระจังหน้าแล้วจะเห็นรังผึ้งวางอยู่ด้านใน ซึ่งเป็นอย่างที่คาดไว้คือสกปรกเหลือเกิน ขั้นตอนแรกรอให้ความร้อนจากเครื่องยนต์และชิ้นส่วนอื่น ๆ ลดลงก่อนเพื่อความปลอดภัยในขณะทำงาน ส่วนมากกระจังหน้าจะมาในแบบกิ๊ปล็อค แค่งัดตัวล็อคขึ้นให้ตรงก็ดึงออกมาได้แล้ว ของคันนี้มีตัวล็อคอยู่สี่จุดแต่ตรงกลางกระจังจะมีน็อตล็อคอยู่อีกตัวให้ใช้ไขควงสี่แฉกไขออก คราวนี้สำรวจให้ดีว่ามีน็อตหรือมีกิ๊ปล็อคหลบอยู่อีกหรือไม่ กระจังหน้าด้านล่างจะมีหมุดยึดอยู่สองอันที่ต้องใช้คือแรงดึงออกมาตรง ๆ แบบระวังไม่ต้องกลัวพังและอย่าไปผืนเพราะหมุดล็อคจะเสียหาย จากนั้นจะเห็นอินเตอร์คูลเลอร์วางบังแผงรังผึ้งระบายความร้อนแอร์ทำให้ไม่สะดวกกับการล้าง ก็ต้องถอดอินเตอร์ออกด้วย แต่ถ้าจะจับอินเตอร์คูลเลอร์ออกก็ติดกันชน ดังนั้นจึงต้องเอากันชนออกก่อน โดยงัดหมุดล็อคและน็อตออกมีอยู่หลายตัวดูให้ดีซึ่งบริเวณซุ้มล้อจะมีน็อตล็อค ให้ใช้ไขควงคลายออก อย่าลืมถอดปลั๊กไฟตัดหมอกออกด้วย

ดึงกันชนออกมาได้แล้วก็ยังมีอุปสรรคขัดขวางอยู่ เป็นคานเหล็กที่ใช้ยึดตัวกันชนต้องถอดออกอีกชิ้นจึงสามารถเอาอินเตอร์คูลเลอร์ออกได้ โดยถอดน็อตเบอร์ 10 ที่ยึดคานออก ถอดน็อตยึดอินเตอร์อีก 3 ตัว และต้องถอดท่อยางออกด้วยอย่าลืมล่ะ เมื่อถอดได้เรียบร้อย เราจะเห็นรังผึ้งแอร์แบบเต็มตา ส่วนรังผึ้งหม้อน้ำอยู่ด้านหลัง อื้อฮือ..ดำอย่าบอกใครเลย เศษขี้ผงใบไม้ ซากตัวแมลงติดเต็มไปหมด แบบนี้ถ้ามีปั๊มลมใช้ก็สามารถนำมาเป่าเศษสิ่งสกปรกออกก่อนยิ่งดี โดยการเป่าลมต้องเป่าจากด้านในออกมาด้านหน้า มิฉะนั้นเศษสิ่งสกปรกจะอัดตัวเข้าไปในด้านในแน่นกว่าเดิม เรียบร้อยแล้วก็เอาน้ำราดเข้าไปที่ตัวแผงรังผึ้ง ผสมน้ำยาล้างจานกับน้ำเปล่าให้เข้ากันในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อราดไปที่ตัวแผงรังผึ้ง ทำความสะอาดสิ่งสกปรกออกมากับน้ำยาล้างจานและเพื่อความสะอาดเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย ให้หาแปรงขนไม่แข็งเกินไปออกแรงทำความสะอาดไม่มากแค่เบา ๆ ให้พวกคราบที่ฝังแน่นหลุดออกมาบ้าง

หลังจากที่ใช้แปรงขัดเบา ๆ แล้วก็ฉีดน้ำล้างออกให้สะอาดโดยปรับน้ำให้ฉีดแรงไล่จากด้านหลังออกมาด้านหน้าให้เศษสิ่งสกปรกออกมาได้ง่าย ครั้งเดียวยังไม่พอทำซ้ำอีกสักครั้งเพื่อความสะอาดลงน้ำยาล้างจานผสมน้ำแล้วใช้แปรงถู ๆ อีกนิดหน่อยเป็นอันเสร็จงานล้างทำความสะอาด แต่ยังมีงานให้เราได้ทำอีกเพราะตัวอินเตอร์คูลเลอร์ในเมื่อถอดมาแล้วก็จับล้างทำความสะอาดไปด้วยกัน ล้างด้านนอกขัดทำความสะอาดให้เรียบร้อยส่วนภายในอินเตอร์เราสามารถล้างคราบน้ำมันเครื่องที่สะสมออกมาโดยการใช้น้ำยาล้างจานผสมน้ำอีกแล้ว (ประโยชน์มากจริง ๆ) กรอกน้ำยาล้างจานผสมน้ำเข้าไปเอามือปิดหัวปิดท้ายแล้วเขย่าล้างทำความสะอาดทำหลาย ๆ ครั้งเพื่อความสะอาดเหมือนใหม่และล้างให้คราบน้ำมันหมดไป ย้ำไว้นิด ตอนเอาน้ำออกจากข้างในตัวอินเตอร์ต้องเอาออกให้หมด อย่าให้มีหลงเหลือ ต้องพยายามเขย่าออกมาให้หมดเพราะการตากแดดมันจะแห้งเฉพาะด้านนอก ส่วนน้ำด้านในรับรองยังไม่แห้งแน่นอน ให้ลองฟังเสียงเอาว่าด้านในมีน้ำหลงเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน ถ้าเหลือน้อยแล้วยังพออะลุ้มอล่วยได้ น้ำเพียงนิดหน่อยตากแดดไว้หลาย ๆ ชั่วโมงก็แห้ง แต่ถ้าไม่คิดมากก็สามารถประกอบเข้าที่ได้เลย

การใส่ชุดอินเตอร์คูลเลอร์เข้าที่เดิมนั้นต้องเน้นการใส่ท่อยางเข้ากับตัวอินเตอร์คูลเลอร์ให้แน่นหนาเพราะว่าถ้ามีอากาศรั่วได้จะทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ลดลงทางที่ดีเมื่อใส่อินเตอร์คูลเลอร์แล้วให้ลองสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเร่งดูว่าอาการเครื่องยนต์ปกติหรือไม่ มีเสียงลมรั่วหรือเร่งไม่ค่อยขึ้นหรือไม่ ถ้าไม่มีก็จัดการประกอบตัวคานเหล็กและกันชนเข้าตามลำดับ สุดท้ายคือประกอบกระจังหน้าเป็นอันเสร็จ

รถที่วิ่งกลางคืนเป็นประจำ ตัวแมลงต่าง ๆ ต้องมาติดตันเต็มแผงระบายความร้อนแน่นอน ดังนั้นถ้าได้ล้างทำความสะอาดกันบ้างระบบปรับอากาศต้องเย็นขึ้นกว่าเดิมแน่ ๆ ครับ 
เทคนิคดูแลรถยนต์

ล้างแผงระบายความร้อนช่วยให้แอร์เย็น

rutchapong  |  at   16:30

ล้างแผงระบายความร้อนช่วยให้แอร์เย็น


ครั้งนี้เราจะมารื้อด้านหน้ารถออกเพื่อดูแลระบบระบายความร้อนด้านหน้ารถที่เป็นรังผึ้งให้อากาศวิ่งเข้ามาปะทะนำความร้อนออกจากตัวทำให้อุณหภูมิลดลง ซึ่งถ้ารถมีอายุการใช้งานอันยาวนานมากแล้วพวกแผงรังผึ้งต่าง ๆ จะเกิดความสกปรกสะสม ทั้งหิน ดินทราย และตัวแมลง ทำให้การระบายความร้อนทั้งเครื่องยนต์ ระบบปรับอากาศ และอินเตอร์คูลเลอร์สำหรับรถมีเทอร์โบทำได้ไม่ดีนัก
ก่อนลงมือต้องมีการรื้อกระจังหน้าแล้วจะเห็นรังผึ้งวางอยู่ด้านใน ซึ่งเป็นอย่างที่คาดไว้คือสกปรกเหลือเกิน ขั้นตอนแรกรอให้ความร้อนจากเครื่องยนต์และชิ้นส่วนอื่น ๆ ลดลงก่อนเพื่อความปลอดภัยในขณะทำงาน ส่วนมากกระจังหน้าจะมาในแบบกิ๊ปล็อค แค่งัดตัวล็อคขึ้นให้ตรงก็ดึงออกมาได้แล้ว ของคันนี้มีตัวล็อคอยู่สี่จุดแต่ตรงกลางกระจังจะมีน็อตล็อคอยู่อีกตัวให้ใช้ไขควงสี่แฉกไขออก คราวนี้สำรวจให้ดีว่ามีน็อตหรือมีกิ๊ปล็อคหลบอยู่อีกหรือไม่ กระจังหน้าด้านล่างจะมีหมุดยึดอยู่สองอันที่ต้องใช้คือแรงดึงออกมาตรง ๆ แบบระวังไม่ต้องกลัวพังและอย่าไปผืนเพราะหมุดล็อคจะเสียหาย จากนั้นจะเห็นอินเตอร์คูลเลอร์วางบังแผงรังผึ้งระบายความร้อนแอร์ทำให้ไม่สะดวกกับการล้าง ก็ต้องถอดอินเตอร์ออกด้วย แต่ถ้าจะจับอินเตอร์คูลเลอร์ออกก็ติดกันชน ดังนั้นจึงต้องเอากันชนออกก่อน โดยงัดหมุดล็อคและน็อตออกมีอยู่หลายตัวดูให้ดีซึ่งบริเวณซุ้มล้อจะมีน็อตล็อค ให้ใช้ไขควงคลายออก อย่าลืมถอดปลั๊กไฟตัดหมอกออกด้วย

ดึงกันชนออกมาได้แล้วก็ยังมีอุปสรรคขัดขวางอยู่ เป็นคานเหล็กที่ใช้ยึดตัวกันชนต้องถอดออกอีกชิ้นจึงสามารถเอาอินเตอร์คูลเลอร์ออกได้ โดยถอดน็อตเบอร์ 10 ที่ยึดคานออก ถอดน็อตยึดอินเตอร์อีก 3 ตัว และต้องถอดท่อยางออกด้วยอย่าลืมล่ะ เมื่อถอดได้เรียบร้อย เราจะเห็นรังผึ้งแอร์แบบเต็มตา ส่วนรังผึ้งหม้อน้ำอยู่ด้านหลัง อื้อฮือ..ดำอย่าบอกใครเลย เศษขี้ผงใบไม้ ซากตัวแมลงติดเต็มไปหมด แบบนี้ถ้ามีปั๊มลมใช้ก็สามารถนำมาเป่าเศษสิ่งสกปรกออกก่อนยิ่งดี โดยการเป่าลมต้องเป่าจากด้านในออกมาด้านหน้า มิฉะนั้นเศษสิ่งสกปรกจะอัดตัวเข้าไปในด้านในแน่นกว่าเดิม เรียบร้อยแล้วก็เอาน้ำราดเข้าไปที่ตัวแผงรังผึ้ง ผสมน้ำยาล้างจานกับน้ำเปล่าให้เข้ากันในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อราดไปที่ตัวแผงรังผึ้ง ทำความสะอาดสิ่งสกปรกออกมากับน้ำยาล้างจานและเพื่อความสะอาดเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย ให้หาแปรงขนไม่แข็งเกินไปออกแรงทำความสะอาดไม่มากแค่เบา ๆ ให้พวกคราบที่ฝังแน่นหลุดออกมาบ้าง

หลังจากที่ใช้แปรงขัดเบา ๆ แล้วก็ฉีดน้ำล้างออกให้สะอาดโดยปรับน้ำให้ฉีดแรงไล่จากด้านหลังออกมาด้านหน้าให้เศษสิ่งสกปรกออกมาได้ง่าย ครั้งเดียวยังไม่พอทำซ้ำอีกสักครั้งเพื่อความสะอาดลงน้ำยาล้างจานผสมน้ำแล้วใช้แปรงถู ๆ อีกนิดหน่อยเป็นอันเสร็จงานล้างทำความสะอาด แต่ยังมีงานให้เราได้ทำอีกเพราะตัวอินเตอร์คูลเลอร์ในเมื่อถอดมาแล้วก็จับล้างทำความสะอาดไปด้วยกัน ล้างด้านนอกขัดทำความสะอาดให้เรียบร้อยส่วนภายในอินเตอร์เราสามารถล้างคราบน้ำมันเครื่องที่สะสมออกมาโดยการใช้น้ำยาล้างจานผสมน้ำอีกแล้ว (ประโยชน์มากจริง ๆ) กรอกน้ำยาล้างจานผสมน้ำเข้าไปเอามือปิดหัวปิดท้ายแล้วเขย่าล้างทำความสะอาดทำหลาย ๆ ครั้งเพื่อความสะอาดเหมือนใหม่และล้างให้คราบน้ำมันหมดไป ย้ำไว้นิด ตอนเอาน้ำออกจากข้างในตัวอินเตอร์ต้องเอาออกให้หมด อย่าให้มีหลงเหลือ ต้องพยายามเขย่าออกมาให้หมดเพราะการตากแดดมันจะแห้งเฉพาะด้านนอก ส่วนน้ำด้านในรับรองยังไม่แห้งแน่นอน ให้ลองฟังเสียงเอาว่าด้านในมีน้ำหลงเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน ถ้าเหลือน้อยแล้วยังพออะลุ้มอล่วยได้ น้ำเพียงนิดหน่อยตากแดดไว้หลาย ๆ ชั่วโมงก็แห้ง แต่ถ้าไม่คิดมากก็สามารถประกอบเข้าที่ได้เลย

การใส่ชุดอินเตอร์คูลเลอร์เข้าที่เดิมนั้นต้องเน้นการใส่ท่อยางเข้ากับตัวอินเตอร์คูลเลอร์ให้แน่นหนาเพราะว่าถ้ามีอากาศรั่วได้จะทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ลดลงทางที่ดีเมื่อใส่อินเตอร์คูลเลอร์แล้วให้ลองสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเร่งดูว่าอาการเครื่องยนต์ปกติหรือไม่ มีเสียงลมรั่วหรือเร่งไม่ค่อยขึ้นหรือไม่ ถ้าไม่มีก็จัดการประกอบตัวคานเหล็กและกันชนเข้าตามลำดับ สุดท้ายคือประกอบกระจังหน้าเป็นอันเสร็จ

รถที่วิ่งกลางคืนเป็นประจำ ตัวแมลงต่าง ๆ ต้องมาติดตันเต็มแผงระบายความร้อนแน่นอน ดังนั้นถ้าได้ล้างทำความสะอาดกันบ้างระบบปรับอากาศต้องเย็นขึ้นกว่าเดิมแน่ ๆ ครับ 

เมื่อดรัมเบรกมีเสียงดัง

ไม่นานมานี้เจ้าของรถคันหนึ่งเกิดได้ยินเสียงเล็ก ๆ แหลม ๆ มาจากทางด้านหลัง คล้ายกับตอนเหยียบเบรกแล้วผ้าเบรกไปสีกับจานเบรก แต่ตอนที่ได้บินเป็นตอนที่ถอนเท้าออกจากแป้นเบรกแล้ว พานให้เกิดการสงสัยว่าเบรกติดหรือเปล่านะ จะอยู่เฉยคงไม่ได้ถ้าเกิดเบรคติดขึ้นมาจริงแล้วจะยุ่งไปใหญ่เป็นผลเสียส่งผลไปถึงตัวผ้าเบรคเสื่อมสภาพเบรคได้ไม่ดีเท่าเดิมและยังเกิดผลเสียหายไปสู่ตัวฝาครอบดรัมเบรคอีกด้วย


ระบบเบรกของรถกระบะในยุคปัจจุบันนั้นมาตรฐานออกมาจากโรงงานด้านหน้ามาในแบบดิสค์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อน ส่วนตัวคาลิเปอร์เบรกแล้วแต่การออกแบบว่าจะใช้แบบลูกเดียว หรือแบบสองลูกสูบ หรือจะเป็นสี่ลูกสูบก็มีนะ ระบบเบรกเป็นส่วนสำคัญในการใช้งาน ต่อให้รถแรงขนาดไหนหรือถ้ารถเคลื่อนที่ได้แต่ไม่มีเบรกใครจะกล้าขับจริงไหมครับ ผมคนหนึ่งล่ะไม่เสี่ยง ความแตกต่างของระบบเบรกทั้งสองแบบระหว่างดิสค์เบรกกับดรัมเบรก ซึ่งระบบดิสค์เบรกเป็นการพัฒนาขึ้นมาจากวงการรถแข่งแล้วค่อยนำมาใช้ในรถทั่วไปเป็นการลบจุดด้อยของตัวดรัมเบรคออกไป เราจะได้จุดเด่นของตัวดิสค์เบรคมาแทนเช่นชิ้นส่วนน้อยการบำรุงรักษาง่าย ตรวจเช็คง่าย ระบายความร้อนเร็ว

ระบบเบรกหลังของรถกระบะบ้านเราเป็นดรัมเบรก ตัวดรัมเบรกจะมีลักษณะเหมือนฝาครอบโลหะมาปิดระบบเบรคจนเราไม่สามารถมองเห็นชิ้นส่วนด้านได้ในเลย ถ้าจะตรวจเช็คก็ต้องถอดล้อกันก่อนเลยมีน็อตให้ถอดด้วยกัน 5-6 ตัว แล้วแต่ยี่ห้อรถในการถอดน็อตล้อนั้นอย่าเพิ่งยกรถขึ้นให้ล้อลอยจากพื้นเดี๋ยวจะถอดน็อตยาก เมื่อล้อยังติดอยู่กับพื้นบวกกับการดึงเบรกมือหรือเข้าเกียร์ค้างไว้เพื่อทำให้เกิดแรงต้านในการถอดน็อตและยังมีเทคนิคในการถอดน็อตให้ไขออกแบบไขว้กันจะทำให้ถอดง่ายขึ้นไม่ฝืนกันเอง และยังไม่ต้องไขจนน็อตหลุดออก ให้ไขเพียงเพื่อให้สามารถใช้มือหมุนออกได้เพื่อให้น็อตยังล็อคล้ออยู่ เม่อยกรถให้ล้อลอยห่างจากพื้นค่อยถอดล้ออกมาให้เรียบร้อย จะเห็นดรัมเบรกเป็นตัวฝาครอบแบบเต็ม ๆ ตาก่อนถอดให้สังเกตว่ามีน็อตสี่แฉกล็อคฝาครอบดรัมเบรกอยู่ตัวเดียวเพื่อเป็นตัวประคองให้ฝาครอบยึดติดอยู่กับเบรก เมื่อคลายสี่แฉกออกแล้วให้ใช้ค้อมาเคาะรอบ ๆ ตัวฝาครอบเพื่อให้รู้สึกตัวและคลายการดูดติดแน่นออก เคาะได้ที่แล้วฝาครอบจะดันตัวออกนิดหน่อยให้เราสามารถจับเพื่อดึงออกมาได้ อีกข้างก็ต้องทำแบบเดียวกัน

เมื่อถอดฝาครอบออกมาได้แล้วเราจะเห็นตัวกลไกของระบบดรัมเบรกอย่างชัดเจน รถที่วิ่งมาเป็นหมื่นกิโลโดยไม่เคยถอดชุดดรัมเบรคมาทำความสะอาดจะเห็นฝุ่นจากผ้าเบรคออกมาจับอย่างหนา เป็นอีกสาเหตุที่เวลาขับรถแล้วรู้สึกว่าเบรกลื่น ๆ เอาไม่ค่อยอยู่ เพราะตัวฝุ่นจะไปจับอยู่บนหน้าสัมผัสผ้าเบรคที่สำคัญยังเป็นเหตุให้มีรอยอยู่บนตัวฝาครอบดรัมเบรคด้านในเพราะตัวฝาครอบดรัมด้านในเป็นจุดที่ผ้าเบรคไปสัมผัสในเวลาเหยียบเบรคทำให้รถหยุด มอง ๆ ดูแล้วคันนี้มีรอยเยอะเหมือนกัน

การทำความสะอาดขั้นต้นให้ใช้ลมเป่าฝุ่นออกไป หรือใช้แปรงอ่อน ๆ ปัดฝุ่นออกให้หมด จากนั้นก็จัดการขัดทำความสะอาดหน้าสัมผัสระหว่างตัวผ้าเบรคกับฝาครอบดรัมเบรคด้านในโดยใช้กระดาษทรายเบอร์ละเอียดขัดให้เรียบร้อยเพราะเสียงที่เกิดขึ้นมาอาจเกิดจากการเสียดสีระหว่างผ้าเบรคกับฝาครอบดรัมเนื่องจากมีเศษขี้ฝุ่นเยอะรวมทั้งเกิดรอยลึกอีกทำแบบนี้แล้วน่าจะหาย นอกจากนั้นยังได้หล่อลื่นด้วยจาระบีในจุดยึดตัวผ้าเบรกไปด้วย

และไหน ๆ ก็ถอดมาดูแล้วควรเช็คจุดรั่วซึมของตัวแม่ปั๊มเบรกไปด้วยเลย ถ้ามีก้จัดการซ่อมให้เรียบร้อย แต่ระบบเบรกส่วนมากแล้วจะทนทานมากใช้ได้เป็นสิบปีบางทียังไม่มีการรั่วให้เห็นสักนิด คันนี้เพิ่งใช้งานมาแค่สามปีเองจึงไม่มีอาการรั่วซึมให้เห็น เสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองข้างก็นำตัวฝาครอบดครัมเบรกใส่เข้าที่และลองทดสอบโดยการเหบียบเบรกแล้วปล่อย ครั้งแรกที่เหยียบไม่มีเสียงเราดีใจสบายแล้วเรื่องหมู ๆ แต่พอเหยียบย้ำไปมาสักพักก็มีเสียงดังเช่นเดิมมาอีกแล้ว

แบบนี้โบราณว่า “เกาไม่ถูกที่คัน” เรียกว่าอาการยังไม่หายขาดเพราะแก้ไม่ถูกจุด จึงต้องถอดออกมาอีกครั้ง คราวนี้ดูว่าเสียงจะเกิดจากจุดไหนได้บ้าง อาจจะเป็นพวกจุดยึดต่าง ๆ ที่ขยับให้ตัวได้ของชุดขาเบรกด้านในหรือเสียงดังมาจากขุดตั้งระยะเบรคหรือเปล่า เป็นไปได้หมด แต่พอดีสายตาเราไปสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติจุดหนึ่งที่เกิดขึ้นกับบริเวณแผ่นจานด้านหลังที่มีไว้กันน้ำนั้นมีรอยเสียดสีจนทำให้เกิดเป็นสนิม โดยจุดที่เสียดสีกับตัวจานด้านหลังนี้คือตัวขอบด้านข้างที่เป็นโลหะของตัวผ้าเบรคคือตัวฐานของผ้าเบรค ตัวฐานนี้จะมีการทำเป็นจุดที่ยื่นออกมานิดหน่อยสามจุดด้วยกันในผ้าเบรกแต่ละอัน และจะเป็นรอยชัดเจนบริเวณมุมทั้งสองอัน แบบนี้อาจจะทำให้เกิดเสียงได้ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเสียงที่เกิดจะใช่จุดนี้หรือไม่ เลยเอาจาระบีมาทาเพื่อทำให้เป็นฟิล์มบาง ๆ กันการเสียดสี

การทาอาจจะยากสักนิดเพราะตัวแผ่นจานด้านหลังกับฐานผ้าเบรกติดชิดแบบแนบสนิทกัน เลยต้องใช้ไขควงงัดให้มีช่องว่างแล้วนำจาระบีไปป้ายไว้ทั้งสามจุดเลยทำแบบนี้ทั้งสองฝั่งเพราะเป็นเหมือนกันหมดแต่จะมากน้อยต่างกัน แสดงให้เห็นว่ามีน้ำเล็ดลอดเข้ามาได้พอควรในเวลาที่เราขับรถลุยน้ำลุยฝน ที่สำคัญเวลาฝนตกหรือลุยน้ำมาใหม่ ๆ อาการเสียงดังจะไม่ค่อยได้ยิน แต่ถ้าแห้งก็จะมีเสียงเอี๊ยด ๆ เหมือนเหล็กเสียดสีกับเหล็กตามมาที่สำคัญดังไม่ยอมหายจนผมเองรำคาญ จึงต้องลงมือหาที่มาของเสียงกัน

เมื่ออัดจาระบีเข้าไปเรียบร้อยทุกจุดที่น่าจะเกิดเสียงแล้วก็ประกอบให้เข้าที่ใส่ล้อทดลองหมุนดูแล้วเหยียบเบรก เสียงไม่มีลองหมุนล้อแล้วเหยียบเบรคดูอีกหลายครั้งก็ไม่มีเสียงเกิดขึ้นแล้ว แบบนี้คงหายขาดแล้ว แก้ถูกจุดแน่นอน สบายใจแก้ได้แล้ว แต่เมื่อถอดเช็คเบรคหลังแล้วก็ตั้งเบรคไปในตัวด้วยเลยจะได้ไม่เสียเที่ยวเพราะตั้งได้ง่าย ๆ ไม่ยากเย็นใช้การหมุนล้อเพื่อเช็คว่าระยะที่ตั้งนั้นชิดจนฝืดเกินไปหรือไม่ ถ้าดีแล้วก็เช็คทุกจุดใส่ให้แน่นหนาประกอบล้อไขน็อตล้อให้แน่นและต้องไขแบบไขว้เหมือนตอนที่ถอดล้อด้วย ล้อจะได้ล็อคแบบแนบสนิทไม่ฝืนหรือขืนกันเอง
เทคนิคดูแลรถยนต์

เมื่อดรัมเบรกมีเสียงดัง

rutchapong  |  at   16:27

เมื่อดรัมเบรกมีเสียงดัง

ไม่นานมานี้เจ้าของรถคันหนึ่งเกิดได้ยินเสียงเล็ก ๆ แหลม ๆ มาจากทางด้านหลัง คล้ายกับตอนเหยียบเบรกแล้วผ้าเบรกไปสีกับจานเบรก แต่ตอนที่ได้บินเป็นตอนที่ถอนเท้าออกจากแป้นเบรกแล้ว พานให้เกิดการสงสัยว่าเบรกติดหรือเปล่านะ จะอยู่เฉยคงไม่ได้ถ้าเกิดเบรคติดขึ้นมาจริงแล้วจะยุ่งไปใหญ่เป็นผลเสียส่งผลไปถึงตัวผ้าเบรคเสื่อมสภาพเบรคได้ไม่ดีเท่าเดิมและยังเกิดผลเสียหายไปสู่ตัวฝาครอบดรัมเบรคอีกด้วย


ระบบเบรกของรถกระบะในยุคปัจจุบันนั้นมาตรฐานออกมาจากโรงงานด้านหน้ามาในแบบดิสค์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อน ส่วนตัวคาลิเปอร์เบรกแล้วแต่การออกแบบว่าจะใช้แบบลูกเดียว หรือแบบสองลูกสูบ หรือจะเป็นสี่ลูกสูบก็มีนะ ระบบเบรกเป็นส่วนสำคัญในการใช้งาน ต่อให้รถแรงขนาดไหนหรือถ้ารถเคลื่อนที่ได้แต่ไม่มีเบรกใครจะกล้าขับจริงไหมครับ ผมคนหนึ่งล่ะไม่เสี่ยง ความแตกต่างของระบบเบรกทั้งสองแบบระหว่างดิสค์เบรกกับดรัมเบรก ซึ่งระบบดิสค์เบรกเป็นการพัฒนาขึ้นมาจากวงการรถแข่งแล้วค่อยนำมาใช้ในรถทั่วไปเป็นการลบจุดด้อยของตัวดรัมเบรคออกไป เราจะได้จุดเด่นของตัวดิสค์เบรคมาแทนเช่นชิ้นส่วนน้อยการบำรุงรักษาง่าย ตรวจเช็คง่าย ระบายความร้อนเร็ว

ระบบเบรกหลังของรถกระบะบ้านเราเป็นดรัมเบรก ตัวดรัมเบรกจะมีลักษณะเหมือนฝาครอบโลหะมาปิดระบบเบรคจนเราไม่สามารถมองเห็นชิ้นส่วนด้านได้ในเลย ถ้าจะตรวจเช็คก็ต้องถอดล้อกันก่อนเลยมีน็อตให้ถอดด้วยกัน 5-6 ตัว แล้วแต่ยี่ห้อรถในการถอดน็อตล้อนั้นอย่าเพิ่งยกรถขึ้นให้ล้อลอยจากพื้นเดี๋ยวจะถอดน็อตยาก เมื่อล้อยังติดอยู่กับพื้นบวกกับการดึงเบรกมือหรือเข้าเกียร์ค้างไว้เพื่อทำให้เกิดแรงต้านในการถอดน็อตและยังมีเทคนิคในการถอดน็อตให้ไขออกแบบไขว้กันจะทำให้ถอดง่ายขึ้นไม่ฝืนกันเอง และยังไม่ต้องไขจนน็อตหลุดออก ให้ไขเพียงเพื่อให้สามารถใช้มือหมุนออกได้เพื่อให้น็อตยังล็อคล้ออยู่ เม่อยกรถให้ล้อลอยห่างจากพื้นค่อยถอดล้ออกมาให้เรียบร้อย จะเห็นดรัมเบรกเป็นตัวฝาครอบแบบเต็ม ๆ ตาก่อนถอดให้สังเกตว่ามีน็อตสี่แฉกล็อคฝาครอบดรัมเบรกอยู่ตัวเดียวเพื่อเป็นตัวประคองให้ฝาครอบยึดติดอยู่กับเบรก เมื่อคลายสี่แฉกออกแล้วให้ใช้ค้อมาเคาะรอบ ๆ ตัวฝาครอบเพื่อให้รู้สึกตัวและคลายการดูดติดแน่นออก เคาะได้ที่แล้วฝาครอบจะดันตัวออกนิดหน่อยให้เราสามารถจับเพื่อดึงออกมาได้ อีกข้างก็ต้องทำแบบเดียวกัน

เมื่อถอดฝาครอบออกมาได้แล้วเราจะเห็นตัวกลไกของระบบดรัมเบรกอย่างชัดเจน รถที่วิ่งมาเป็นหมื่นกิโลโดยไม่เคยถอดชุดดรัมเบรคมาทำความสะอาดจะเห็นฝุ่นจากผ้าเบรคออกมาจับอย่างหนา เป็นอีกสาเหตุที่เวลาขับรถแล้วรู้สึกว่าเบรกลื่น ๆ เอาไม่ค่อยอยู่ เพราะตัวฝุ่นจะไปจับอยู่บนหน้าสัมผัสผ้าเบรคที่สำคัญยังเป็นเหตุให้มีรอยอยู่บนตัวฝาครอบดรัมเบรคด้านในเพราะตัวฝาครอบดรัมด้านในเป็นจุดที่ผ้าเบรคไปสัมผัสในเวลาเหยียบเบรคทำให้รถหยุด มอง ๆ ดูแล้วคันนี้มีรอยเยอะเหมือนกัน

การทำความสะอาดขั้นต้นให้ใช้ลมเป่าฝุ่นออกไป หรือใช้แปรงอ่อน ๆ ปัดฝุ่นออกให้หมด จากนั้นก็จัดการขัดทำความสะอาดหน้าสัมผัสระหว่างตัวผ้าเบรคกับฝาครอบดรัมเบรคด้านในโดยใช้กระดาษทรายเบอร์ละเอียดขัดให้เรียบร้อยเพราะเสียงที่เกิดขึ้นมาอาจเกิดจากการเสียดสีระหว่างผ้าเบรคกับฝาครอบดรัมเนื่องจากมีเศษขี้ฝุ่นเยอะรวมทั้งเกิดรอยลึกอีกทำแบบนี้แล้วน่าจะหาย นอกจากนั้นยังได้หล่อลื่นด้วยจาระบีในจุดยึดตัวผ้าเบรกไปด้วย

และไหน ๆ ก็ถอดมาดูแล้วควรเช็คจุดรั่วซึมของตัวแม่ปั๊มเบรกไปด้วยเลย ถ้ามีก้จัดการซ่อมให้เรียบร้อย แต่ระบบเบรกส่วนมากแล้วจะทนทานมากใช้ได้เป็นสิบปีบางทียังไม่มีการรั่วให้เห็นสักนิด คันนี้เพิ่งใช้งานมาแค่สามปีเองจึงไม่มีอาการรั่วซึมให้เห็น เสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองข้างก็นำตัวฝาครอบดครัมเบรกใส่เข้าที่และลองทดสอบโดยการเหบียบเบรกแล้วปล่อย ครั้งแรกที่เหยียบไม่มีเสียงเราดีใจสบายแล้วเรื่องหมู ๆ แต่พอเหยียบย้ำไปมาสักพักก็มีเสียงดังเช่นเดิมมาอีกแล้ว

แบบนี้โบราณว่า “เกาไม่ถูกที่คัน” เรียกว่าอาการยังไม่หายขาดเพราะแก้ไม่ถูกจุด จึงต้องถอดออกมาอีกครั้ง คราวนี้ดูว่าเสียงจะเกิดจากจุดไหนได้บ้าง อาจจะเป็นพวกจุดยึดต่าง ๆ ที่ขยับให้ตัวได้ของชุดขาเบรกด้านในหรือเสียงดังมาจากขุดตั้งระยะเบรคหรือเปล่า เป็นไปได้หมด แต่พอดีสายตาเราไปสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติจุดหนึ่งที่เกิดขึ้นกับบริเวณแผ่นจานด้านหลังที่มีไว้กันน้ำนั้นมีรอยเสียดสีจนทำให้เกิดเป็นสนิม โดยจุดที่เสียดสีกับตัวจานด้านหลังนี้คือตัวขอบด้านข้างที่เป็นโลหะของตัวผ้าเบรคคือตัวฐานของผ้าเบรค ตัวฐานนี้จะมีการทำเป็นจุดที่ยื่นออกมานิดหน่อยสามจุดด้วยกันในผ้าเบรกแต่ละอัน และจะเป็นรอยชัดเจนบริเวณมุมทั้งสองอัน แบบนี้อาจจะทำให้เกิดเสียงได้ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเสียงที่เกิดจะใช่จุดนี้หรือไม่ เลยเอาจาระบีมาทาเพื่อทำให้เป็นฟิล์มบาง ๆ กันการเสียดสี

การทาอาจจะยากสักนิดเพราะตัวแผ่นจานด้านหลังกับฐานผ้าเบรกติดชิดแบบแนบสนิทกัน เลยต้องใช้ไขควงงัดให้มีช่องว่างแล้วนำจาระบีไปป้ายไว้ทั้งสามจุดเลยทำแบบนี้ทั้งสองฝั่งเพราะเป็นเหมือนกันหมดแต่จะมากน้อยต่างกัน แสดงให้เห็นว่ามีน้ำเล็ดลอดเข้ามาได้พอควรในเวลาที่เราขับรถลุยน้ำลุยฝน ที่สำคัญเวลาฝนตกหรือลุยน้ำมาใหม่ ๆ อาการเสียงดังจะไม่ค่อยได้ยิน แต่ถ้าแห้งก็จะมีเสียงเอี๊ยด ๆ เหมือนเหล็กเสียดสีกับเหล็กตามมาที่สำคัญดังไม่ยอมหายจนผมเองรำคาญ จึงต้องลงมือหาที่มาของเสียงกัน

เมื่ออัดจาระบีเข้าไปเรียบร้อยทุกจุดที่น่าจะเกิดเสียงแล้วก็ประกอบให้เข้าที่ใส่ล้อทดลองหมุนดูแล้วเหยียบเบรก เสียงไม่มีลองหมุนล้อแล้วเหยียบเบรคดูอีกหลายครั้งก็ไม่มีเสียงเกิดขึ้นแล้ว แบบนี้คงหายขาดแล้ว แก้ถูกจุดแน่นอน สบายใจแก้ได้แล้ว แต่เมื่อถอดเช็คเบรคหลังแล้วก็ตั้งเบรคไปในตัวด้วยเลยจะได้ไม่เสียเที่ยวเพราะตั้งได้ง่าย ๆ ไม่ยากเย็นใช้การหมุนล้อเพื่อเช็คว่าระยะที่ตั้งนั้นชิดจนฝืดเกินไปหรือไม่ ถ้าดีแล้วก็เช็คทุกจุดใส่ให้แน่นหนาประกอบล้อไขน็อตล้อให้แน่นและต้องไขแบบไขว้เหมือนตอนที่ถอดล้อด้วย ล้อจะได้ล็อคแบบแนบสนิทไม่ฝืนหรือขืนกันเอง

            รถนายแบบครั้งนี้เป็นกระบะช่วงยาวใช้งานบรรทุกที่อยากจะมี “มาตรวัดรอบ” เหมือนกับรุ่นอื่น ๆ เขาบ้าง เดิมทีคิดในใจว่าคงไม่ยาก พวกชุดสายไฟต่าง ๆ น่าจะเป็นชุดเดียวกันกับตัวรุ่นที่สูงกว่า จึงขันอาสาลงมือทำให้โดยไม่รู้ว่าปัญหาใหญ่กำลังจะตามมา

เพิ่มวัดรอบรถยนต์
            ขออธิบายเรื่อง “วัดรอบ” กันนิดนะครับ เพราะในเวลานี้เครื่องยนต์ดีเซลในระบบคอมมอนเรลนั้นใช้กล่อง ECU เป็นตัวควบคุม ดังนั้นสัญญาณรอบเครื่องยนต์จึงมาจากกล่อง ต่างจากเครื่องยนต์รุ่นเก่าที่ไม่ได้ใช้กล่องควบคุมปั๊มจะเป็นแบบกลไก การจับสัญญาณวัดรอบจะจับกันที่ตัวปั๊มแทน และต้องมีตัวแปลงสัญญาณวัดรอบให้มาเป็นรอบเครื่องยนต์ดีเซล แต่ถ้าเป็นวัดรอบสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลอยู่แล้วก็ไม่ต้องมีการแปลงสัญญาณอีกครั้ง ดังนั้น รถคันนี้เป็นเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอเรลจึงสามารถใช้วัดรอบทั่ว ๆ ไปเท่าที่หาได้ทั่วไป ไม่ต้องไปหาซื้อวัดรอบเครื่องยนต์ดีเซลโดยตรง เมื่อจัดการซื้อตัววัดรอบมาเป็นที่เรียบร้อยด้วยสนนราคาไม่ถึง 1,000 บาท ตัววัดรอบเป็นแบบหน้าเล็กประมาณ 52 มม. ยี่ห้อ “GReddy X” เปลี่ยนสีได้ 7 สี ซึ่งเป็นแบบไฟฟ้าสามารถเลือกใช้งานกับเครื่อง 3-4-6 สูบได้ เพียงแค่เลื่อนสวิทข์ในด้านหลังเองครับ แหล่งที่เยอะ ๆ ก็จะมีตามเซียงกงต่าง ๆ และคลองถม

            เมื่อมาดูที่ตัวชุดมาตรวัดของรถ ISUZU รุ่นใหม่ของโลก ช่วงยาวคันนี้จะมีแค่ตัววัดความเร็วอันใหญ่ตรงกลางส่วนข้างซ้ายเป็นตัววัดอุณหภูมิน้ำหล่อเย็น ข้างขวาเป็นตัววัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิง ขั้นตอนแรกจะเห็นหน้ากากเป็นกรอบพลาสติกครอบอยู่ จัดการถอดออกมาด้วยวิธีดึงออกมาตรง ๆ รถบางคันอาจจะลื่นมือมากหน่อย เพราะลงน้ำยาซะเงา แบบนี้คงต้อหาผ้าชุน้ำมาเช็ดให้หายลื่น เมื่อดึงออกมาจะเห็นจุดที่น็อตยึดชุดมาตรวัดมีด้วยกันอยู่สามตัว ให้ใช้ไขควงแฉกไขออกมาใช้แรงไม่มากก็ไขออกโดยง่าย

            เมื่อน็อตทั้งสามถูกไขออกจนหมด ในคราวนี้เราก็ใช้สองมือประคองชุดมาตรวัดออกมาได้เลย เมื่อมองไปที่ด้านหลังของชุดมาตรวัดนี้จะมีปลั๊กไฟอยู่สองชุดด้วยกัน จะเป็นชุดใหญ่กับชุดเล็ก ซึ่งเราจะมาดูกันที่ปลั๊กไฟสีขาวชุดใหญ่ที่มีสายไฟหลาย ๆ เส้น ในเมื่อไม่ทราบว่าสายไฟเส้นไหนเป็นของตัววัดรอบ เราจึงต้องค้นหากันก่อน ด้วยเทคนิคจากการที่เคยเรียนช่างไฟมาบ้างเล็กน้อย โดยเราคิดว่าชุดสายไฟที่ทำมาสำหรับรถรุ่นนี้คงเหมือนกับรถรุ่นที่มีราคาแพงอ๊อฟชั่นมากกว่าค่ายไหนจะยอมทำชุดสายไฟหลักให้ต่างกันจริงไหมล่ะ โดยหลักการเช็คของเรานั้นในตอนแรกจะใช้มัลติมิเตอร์มาวัดโยจะจิ้มไปตามรูเล็ก ๆ ที่อยู่ในปลั๊ก ส่วนสายอีกข้างเราก็นำไปลงกราวด์ สำคัญมากในการวัดสัญญาณนี้ ต้องติดเครื่องยนต์ด้วยนะครับเพราะถ้าเครื่องยนต์ไม่หมุนก็ไม่มีสัญญาณมา แต่ก็ไม่ได้ผล ไม่มีสัญญาณไฟฟ้าออกมาโชว์บนหน้าปัดมัลติมิเตอร์เลย วิธีแรกไม่ได้ผลจึงเปลี่ยนแผนใหม่หันมาใช้ตัววัดรอบที่ซื้อมาเช็คแทน โดยตัววัดรอบจะมีสายสัญญาณสีแดง สีส้ม สีขาว ให้ต่อเข้ากับไฟ 12 โวลท์ สายสีดำลงกราวด์ และสายสีเขียวคือสายสัญญาณวัดรอบนั่นเอง แต่ถ้าจะใช้สายสีเขียวไปจิ้มเข้ากับรูเล็ก ๆ บนปลั๊กโดยตรงอาจเป็นอันตรายได้ การป้องกันคือหาค่าความต้านทานมาต่อเพื่อป้องกันการลัดวงจรทำให้ตัววัดรอบเสียได้ ค่าตัวความต้านทานไม่ต้องมากนัก แค่ 100 โอห์มก็พอ

            ได้ตัวช่วยมาแล้วคราวนี้จิ้มลงไปได้เลย ไล่ไปทีละรูแล้วดูที่ตัววัดรอบว่าขึ้นหรือไม่ เมื่อเราจัดการจิ้มไปเพียงไม่เท่าไหร่เข็มตัววัดรอบก็ขยับขึ้น แต่ตอนนี้ดันขึ้นมาซะสูงเลยทั้ง ๆ ที่เครื่องยนต์อยู่ในรอบเดินเบา แสดงว่าไม่ใช่ตัวต้นตอวัดต่อไปเรื่อย ๆ ก็ไม่มีท่าทีว่าจะเจอเลย ล่อจนหมดทุกช่องแล้ว เมื่อถึงตอนนี้เลยเพิ่งรู้ว่า “งานเข้า” แล้วครับ สายที่เดินมาไม่มีการต่อมาให้ครับ ถ้าเป็นแบบนี้คงต้องเดินสายยาวกันตั้งแต่กล่อง ECU เลย

            เมื่อเป็นเช่นนั้นเราจึงต้องออกมาจากภายในห้องโดยสาร เพื่อมาเปิดฝากระโปรงตัวกล่อง ECU สี่เหลี่ยมผืนฟ้าขนาดไม่ใหญ่โตซุกอยู่ในห้องเครื่องด้านซ้ายมือ ตัวปลั๊กสายไฟเต็มไปหมด แค่เห็นก็จะเริ่มงงแล้ว จะเริ่มยังไง จะเช็คยังไงดีหว่า โทรถามเพื่อนฝูงก็ยังไม่มีใครเคยทำมาก่อน แบบนี้ก็เรียกว่ารถคันนี้เป็นรถคันต้นแบบหรือหนูทดลองเลยนะ

            แม้จะรู้แล้วในตอนนี้ว่าเป็นไปได้ยาก แต่จะล้อมงานกลางคันก็ยังไงอยู่ หนทางสุดท้ายคือโทรไปที่ศูนย์ของรถยี่ห้อนี้ ถามสองศูนย์คำตอบที่ได้รับเหมือนกันทั้งสองศูนย์คือ บุคลากรก็ไม่ทราบเช่นกันว่าในรถรุ่นที่เรานำมาเป็หนูทดลองนั้นไม่มีการเดินสายสัญญาณตัววัดรอบมารอที่ปลั๊กหลังหน้าปัด จากการสอบถามจึงทราบว่าตัวสายสัญญาณวัดรอบมี 1 เส้นคือ สายไฟสีแดง – ดำ ออกมาจากปลั๊ก “J 2” (หรือปลั๊กตัวล่าง) ที่กล่อง ECU เป็นขาหมายเลข 33 ตัวริมนอกสุดแถวที่สาม แต่ในเมื่อไม่มีการเดินสายมาให้จึงต้องใช้วิธีการเดินสายเอง

            ขั้นตอนต่อมาเราจึงต้องมาดึงขั้วปลั๊ก “J 2” (ต้องปลดตัวล็อคสีเทาออกก่อนถึงจะดึงปลั๊กออกมาได้) ออกมาสำรวจว่าขาดที่ 33 มันโล่งจริงไม่มีสายไฟเลยแล้วจัดการนำฝาครอบสายของตัวปลั๊กออกด้วยการกดตัวล็อคด้วยไขควงตัวเล็ก แล้วจัดแจงหาสายไฟขนาดใกล้เคียงสายไฟที่ใช้อยู่กับกล่องจะได้สามารถเสียบสายเข้าไปในช่องหมายเลข 33 ได้ ส่วนปลายสายไฟนั้นให้จัดการปอกให้เห็นสายทองแดงยาวหน่อย แล้วใช้เทคนิคเล็กน้อยที่จะทำให้สายทองแดงเส้นนั้นรัดแน่นกับขาหมายเลข 33

            และเมื่อต่อเรียบร้อยแล้วต้องมีการทดลองก่อนที่จะประกอบฝาครอบสาย เมื่อเสียบปลั๊ก “J 2” เข้าไปที่กล่อง ECU ตามเดิม นำตัววัดรอบมาทดสอบโดยใช้วิธีเดิมคือ สายสีแดง ส้ม ขาว เข้ากับไฟ 12 โวลท์ สายสีดำไปลงกราวด์ และสุดท้ายสายสีเขียวต่อกับจากขา 33 ที่เพิ่งทำมาเสร็จอุ่น ๆ เลย จากนั้นสตาร์ทเครื่องยนต์ เมื่อเครื่องยนต์ติด เข็มวัดรอบที่ต่อทดลงก็กระดิกขึ้นมาที่ประมาณเกือบ 700 รอบ แบบนี้ใช้ได้เลย แล้วจึงค่อยเหยียบคันเร่งเพื่อดูว่ารอบขึ้นตามเท้าเราเหยียบหรือไม่ ตัววัดรอบทำหน้าที่ได้อย่างดีเข็มวัดรอบขึ้นตามเท้าเหยียบคันเร่งถือว่าสำเร็จ

            สุดท้ายคือการเดินสายไฟจากขา 33 เข้าสู่ด้านในห้องโดยสาร และต่อสายให้เรียบร้อยโดยตัววัดรอบของ “GReddy X” มีสายทั้งหมด 5 เส้น โดยสายสีส้มต่อเข้ากับไฟ 12 โวลท์โดยตรง สายสีแดงต่อเข้ากับสวิทช์กุญแจ สายสีขาวต่อเข้ากับไฟหรี่ สายสีดำลงกราวด์ตรมธรรมเนียม ส่วนสายสีเขียวคือสายที่ไปต่อกับสัญญาณวัดรอบครับ เสร็จแล้วก็อย่าลืมพันเทปสายไฟให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันการลัดวงจรด้วย ส่วนการหาที่ติดตั้งตัววัดรอบก็อยู่ที่ความพอใจของคุณ     

เทคนิคแต่งรถ

เพิ่มวัดรอบให้กระบะคันเก่ง

rutchapong  |  at   09:12

            รถนายแบบครั้งนี้เป็นกระบะช่วงยาวใช้งานบรรทุกที่อยากจะมี “มาตรวัดรอบ” เหมือนกับรุ่นอื่น ๆ เขาบ้าง เดิมทีคิดในใจว่าคงไม่ยาก พวกชุดสายไฟต่าง ๆ น่าจะเป็นชุดเดียวกันกับตัวรุ่นที่สูงกว่า จึงขันอาสาลงมือทำให้โดยไม่รู้ว่าปัญหาใหญ่กำลังจะตามมา

เพิ่มวัดรอบรถยนต์
            ขออธิบายเรื่อง “วัดรอบ” กันนิดนะครับ เพราะในเวลานี้เครื่องยนต์ดีเซลในระบบคอมมอนเรลนั้นใช้กล่อง ECU เป็นตัวควบคุม ดังนั้นสัญญาณรอบเครื่องยนต์จึงมาจากกล่อง ต่างจากเครื่องยนต์รุ่นเก่าที่ไม่ได้ใช้กล่องควบคุมปั๊มจะเป็นแบบกลไก การจับสัญญาณวัดรอบจะจับกันที่ตัวปั๊มแทน และต้องมีตัวแปลงสัญญาณวัดรอบให้มาเป็นรอบเครื่องยนต์ดีเซล แต่ถ้าเป็นวัดรอบสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลอยู่แล้วก็ไม่ต้องมีการแปลงสัญญาณอีกครั้ง ดังนั้น รถคันนี้เป็นเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอเรลจึงสามารถใช้วัดรอบทั่ว ๆ ไปเท่าที่หาได้ทั่วไป ไม่ต้องไปหาซื้อวัดรอบเครื่องยนต์ดีเซลโดยตรง เมื่อจัดการซื้อตัววัดรอบมาเป็นที่เรียบร้อยด้วยสนนราคาไม่ถึง 1,000 บาท ตัววัดรอบเป็นแบบหน้าเล็กประมาณ 52 มม. ยี่ห้อ “GReddy X” เปลี่ยนสีได้ 7 สี ซึ่งเป็นแบบไฟฟ้าสามารถเลือกใช้งานกับเครื่อง 3-4-6 สูบได้ เพียงแค่เลื่อนสวิทข์ในด้านหลังเองครับ แหล่งที่เยอะ ๆ ก็จะมีตามเซียงกงต่าง ๆ และคลองถม

            เมื่อมาดูที่ตัวชุดมาตรวัดของรถ ISUZU รุ่นใหม่ของโลก ช่วงยาวคันนี้จะมีแค่ตัววัดความเร็วอันใหญ่ตรงกลางส่วนข้างซ้ายเป็นตัววัดอุณหภูมิน้ำหล่อเย็น ข้างขวาเป็นตัววัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิง ขั้นตอนแรกจะเห็นหน้ากากเป็นกรอบพลาสติกครอบอยู่ จัดการถอดออกมาด้วยวิธีดึงออกมาตรง ๆ รถบางคันอาจจะลื่นมือมากหน่อย เพราะลงน้ำยาซะเงา แบบนี้คงต้อหาผ้าชุน้ำมาเช็ดให้หายลื่น เมื่อดึงออกมาจะเห็นจุดที่น็อตยึดชุดมาตรวัดมีด้วยกันอยู่สามตัว ให้ใช้ไขควงแฉกไขออกมาใช้แรงไม่มากก็ไขออกโดยง่าย

            เมื่อน็อตทั้งสามถูกไขออกจนหมด ในคราวนี้เราก็ใช้สองมือประคองชุดมาตรวัดออกมาได้เลย เมื่อมองไปที่ด้านหลังของชุดมาตรวัดนี้จะมีปลั๊กไฟอยู่สองชุดด้วยกัน จะเป็นชุดใหญ่กับชุดเล็ก ซึ่งเราจะมาดูกันที่ปลั๊กไฟสีขาวชุดใหญ่ที่มีสายไฟหลาย ๆ เส้น ในเมื่อไม่ทราบว่าสายไฟเส้นไหนเป็นของตัววัดรอบ เราจึงต้องค้นหากันก่อน ด้วยเทคนิคจากการที่เคยเรียนช่างไฟมาบ้างเล็กน้อย โดยเราคิดว่าชุดสายไฟที่ทำมาสำหรับรถรุ่นนี้คงเหมือนกับรถรุ่นที่มีราคาแพงอ๊อฟชั่นมากกว่าค่ายไหนจะยอมทำชุดสายไฟหลักให้ต่างกันจริงไหมล่ะ โดยหลักการเช็คของเรานั้นในตอนแรกจะใช้มัลติมิเตอร์มาวัดโยจะจิ้มไปตามรูเล็ก ๆ ที่อยู่ในปลั๊ก ส่วนสายอีกข้างเราก็นำไปลงกราวด์ สำคัญมากในการวัดสัญญาณนี้ ต้องติดเครื่องยนต์ด้วยนะครับเพราะถ้าเครื่องยนต์ไม่หมุนก็ไม่มีสัญญาณมา แต่ก็ไม่ได้ผล ไม่มีสัญญาณไฟฟ้าออกมาโชว์บนหน้าปัดมัลติมิเตอร์เลย วิธีแรกไม่ได้ผลจึงเปลี่ยนแผนใหม่หันมาใช้ตัววัดรอบที่ซื้อมาเช็คแทน โดยตัววัดรอบจะมีสายสัญญาณสีแดง สีส้ม สีขาว ให้ต่อเข้ากับไฟ 12 โวลท์ สายสีดำลงกราวด์ และสายสีเขียวคือสายสัญญาณวัดรอบนั่นเอง แต่ถ้าจะใช้สายสีเขียวไปจิ้มเข้ากับรูเล็ก ๆ บนปลั๊กโดยตรงอาจเป็นอันตรายได้ การป้องกันคือหาค่าความต้านทานมาต่อเพื่อป้องกันการลัดวงจรทำให้ตัววัดรอบเสียได้ ค่าตัวความต้านทานไม่ต้องมากนัก แค่ 100 โอห์มก็พอ

            ได้ตัวช่วยมาแล้วคราวนี้จิ้มลงไปได้เลย ไล่ไปทีละรูแล้วดูที่ตัววัดรอบว่าขึ้นหรือไม่ เมื่อเราจัดการจิ้มไปเพียงไม่เท่าไหร่เข็มตัววัดรอบก็ขยับขึ้น แต่ตอนนี้ดันขึ้นมาซะสูงเลยทั้ง ๆ ที่เครื่องยนต์อยู่ในรอบเดินเบา แสดงว่าไม่ใช่ตัวต้นตอวัดต่อไปเรื่อย ๆ ก็ไม่มีท่าทีว่าจะเจอเลย ล่อจนหมดทุกช่องแล้ว เมื่อถึงตอนนี้เลยเพิ่งรู้ว่า “งานเข้า” แล้วครับ สายที่เดินมาไม่มีการต่อมาให้ครับ ถ้าเป็นแบบนี้คงต้องเดินสายยาวกันตั้งแต่กล่อง ECU เลย

            เมื่อเป็นเช่นนั้นเราจึงต้องออกมาจากภายในห้องโดยสาร เพื่อมาเปิดฝากระโปรงตัวกล่อง ECU สี่เหลี่ยมผืนฟ้าขนาดไม่ใหญ่โตซุกอยู่ในห้องเครื่องด้านซ้ายมือ ตัวปลั๊กสายไฟเต็มไปหมด แค่เห็นก็จะเริ่มงงแล้ว จะเริ่มยังไง จะเช็คยังไงดีหว่า โทรถามเพื่อนฝูงก็ยังไม่มีใครเคยทำมาก่อน แบบนี้ก็เรียกว่ารถคันนี้เป็นรถคันต้นแบบหรือหนูทดลองเลยนะ

            แม้จะรู้แล้วในตอนนี้ว่าเป็นไปได้ยาก แต่จะล้อมงานกลางคันก็ยังไงอยู่ หนทางสุดท้ายคือโทรไปที่ศูนย์ของรถยี่ห้อนี้ ถามสองศูนย์คำตอบที่ได้รับเหมือนกันทั้งสองศูนย์คือ บุคลากรก็ไม่ทราบเช่นกันว่าในรถรุ่นที่เรานำมาเป็หนูทดลองนั้นไม่มีการเดินสายสัญญาณตัววัดรอบมารอที่ปลั๊กหลังหน้าปัด จากการสอบถามจึงทราบว่าตัวสายสัญญาณวัดรอบมี 1 เส้นคือ สายไฟสีแดง – ดำ ออกมาจากปลั๊ก “J 2” (หรือปลั๊กตัวล่าง) ที่กล่อง ECU เป็นขาหมายเลข 33 ตัวริมนอกสุดแถวที่สาม แต่ในเมื่อไม่มีการเดินสายมาให้จึงต้องใช้วิธีการเดินสายเอง

            ขั้นตอนต่อมาเราจึงต้องมาดึงขั้วปลั๊ก “J 2” (ต้องปลดตัวล็อคสีเทาออกก่อนถึงจะดึงปลั๊กออกมาได้) ออกมาสำรวจว่าขาดที่ 33 มันโล่งจริงไม่มีสายไฟเลยแล้วจัดการนำฝาครอบสายของตัวปลั๊กออกด้วยการกดตัวล็อคด้วยไขควงตัวเล็ก แล้วจัดแจงหาสายไฟขนาดใกล้เคียงสายไฟที่ใช้อยู่กับกล่องจะได้สามารถเสียบสายเข้าไปในช่องหมายเลข 33 ได้ ส่วนปลายสายไฟนั้นให้จัดการปอกให้เห็นสายทองแดงยาวหน่อย แล้วใช้เทคนิคเล็กน้อยที่จะทำให้สายทองแดงเส้นนั้นรัดแน่นกับขาหมายเลข 33

            และเมื่อต่อเรียบร้อยแล้วต้องมีการทดลองก่อนที่จะประกอบฝาครอบสาย เมื่อเสียบปลั๊ก “J 2” เข้าไปที่กล่อง ECU ตามเดิม นำตัววัดรอบมาทดสอบโดยใช้วิธีเดิมคือ สายสีแดง ส้ม ขาว เข้ากับไฟ 12 โวลท์ สายสีดำไปลงกราวด์ และสุดท้ายสายสีเขียวต่อกับจากขา 33 ที่เพิ่งทำมาเสร็จอุ่น ๆ เลย จากนั้นสตาร์ทเครื่องยนต์ เมื่อเครื่องยนต์ติด เข็มวัดรอบที่ต่อทดลงก็กระดิกขึ้นมาที่ประมาณเกือบ 700 รอบ แบบนี้ใช้ได้เลย แล้วจึงค่อยเหยียบคันเร่งเพื่อดูว่ารอบขึ้นตามเท้าเราเหยียบหรือไม่ ตัววัดรอบทำหน้าที่ได้อย่างดีเข็มวัดรอบขึ้นตามเท้าเหยียบคันเร่งถือว่าสำเร็จ

            สุดท้ายคือการเดินสายไฟจากขา 33 เข้าสู่ด้านในห้องโดยสาร และต่อสายให้เรียบร้อยโดยตัววัดรอบของ “GReddy X” มีสายทั้งหมด 5 เส้น โดยสายสีส้มต่อเข้ากับไฟ 12 โวลท์โดยตรง สายสีแดงต่อเข้ากับสวิทช์กุญแจ สายสีขาวต่อเข้ากับไฟหรี่ สายสีดำลงกราวด์ตรมธรรมเนียม ส่วนสายสีเขียวคือสายที่ไปต่อกับสัญญาณวัดรอบครับ เสร็จแล้วก็อย่าลืมพันเทปสายไฟให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันการลัดวงจรด้วย ส่วนการหาที่ติดตั้งตัววัดรอบก็อยู่ที่ความพอใจของคุณ     

            งานนี้เกียร์ออโตหมดสิทธิ์เพราะจะพาไปดูการเปลี่ยนบู๊ชยางที่แขนประคองคันเกียร์ ซึ่งเกียร์อัตโนมัติไม่มีอยู่แล้ว ก็เลยสงวนสิทธิ์ให้ได้เสียเงินเฉพาะสาวกน่องซ้ายโตเท่านั้น บาทบาทของบู๊ชยางรางคันเกียร์ก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแค่คอยประคองด้ามเกียร์ให้มั่นคงในจังหวะที่เราโยก-สับเกียร์นั่นเอง ซึ่งตรงนี้ก็จะขึ้นอยู่กับวัสดุที่นำมาผลิตอีกที ถ้าเป็นของโรงงานมันก็จะเป็นยางสังเคราะห์สีดำ ความแข็งไม่มากนักจะออกแนวหยุ่น ๆ หน่อย ซึ่งมันก็ดีในระดับหนึ่งสำหรับการใช้งานทั่วไปที่ให้ความนุ่มนวลแต่อาจจะยังไม่เร้าใจสำหรับบางคน กับจังหวะโยก-สับเท่าที่ควรก็เท่านั้น รวมไปถึงอายุอานามที่ถึงวาระปลดระวางบู๊ชยางเดิม ๆ แทนที่ตัวบู๊ชยูรีเธนสีสันสดใส ซึ่งเนื้อวัสดุจะมีความแข็งกว่า การยืดหยุ่นก็น้อยลง เท่ากับว่าจังหวะที่เราโยกเกียร์ สะพานเกียร์ก็จะได้รับแรงไปเต็ม ๆ อาจจะทำให้ต้องออกแรงเพิ่มขึ้นสักนิด แต่กระชับกว่าเดิมแน่นอน

คันเกียร์
            บู๊ชยูรีเธนชุดใหม่ประกอบไปด้วยบู๊ชยางยึดแขนประคองคันเกียร์ (Extension End Rubber) แบบ 2 ชั้นประกบกัน ส่วนของเดิมจะเป็นแบบชิ้นเดียว พร้อมด้วยบู๊ชเหล็กอีกชิ้นและประกับล็อคแขนประคองคันเกียร์ (Extensino Mount Rubber) อีก 1 ตัว สนนราคาทั้งชุดอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาทถ้วน ๆ ส่วนเครื่องเคียงที่จะต้องใช้ก็จะมีแค่จาระบีอย่างเดียว ตามด้วยเครื่องไม้เครื่องมือ แม่แรง สามขาอีก 1 คู่ กระดานนอน และชุดบล็อกอีกสำรับ

            เริ่มด้วยการยกรถขึ้นแล้วรองด้วยสามขา บริเวณที่ใช้ตั้งสามขาจะต้องมั่นใจได้ว่าสามารถรับน้ำหนักได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงจุดที่ใช้ขึ้นแม่แรงก็เอาตามคู่มือจากโรงงานนั่นแหละ จากนั้นก็เตรียมประจำที่กับกระดานนอนคู่ใจในการที่จะเข้าไปแหงนดูใต้ท้องรถตัวเองได้เลย พร้อมด้วย
กรอกแกรก,ข้อต่อ,ลูกบล็อก No.12 และประแจแหวนเบอร์ 12 อีกตัว ค่อย ๆ เลื่อนเข้าไปแถว ๆ กึ่งกลางรถนั่นแหล่ะ แล้วแหงนมองขึ้นไปที่อุโมงค์เกียร์ หาปลายคันเกียร์ให้เจอก็จะเห็นรางคันเกียร์พาดยาวไปค้ำกับเสื้อเกียร์ เจ้าตัวนี้แหละที่เราจะต้องไปยุ่มย่ามกับมัน เอาที่ถอดง่ายสุดก่อนเลย กับบู๊ชยึดแขนประคองคันเกียร์ตัวกลม ๆ ซึ่งจะยึดอยู่กับ Extension Bracket ที่เสื้อเกียร์อีกที โดยจะมีน็อตตัวผู้เบอร์ 12 ล็อคไว้เพียงตัวเดียว ใช้ประแจแหวนคลายแป๊ปเดียวก็เรียบร้อย

            ต่อกันที่ประกับล็อคแขนประคองเกียร์ ซึ่งรูปลักษณ์จะต่างจากบู๊ชโดยสิ้นเชิง ลักษณะจะเหมือนกับแท่งยางมีรู 3 รู ไอ้ตัวนี้แหละที่เล่นซะเหงื่อย้อย เนื่องจากพื้นที่ในการมุดเข้าไปมีน้อยมาก อีกทั้งยังมีท่อไอเสียท่อนกลางขวางเอาไว้อีก แต่เท่าที่เล็ง ๆ ดูก็ยังพอมีพื้นที่ให้ปฏิบัติการ เพียงแต่ต้องเอาข้อต่อกากบาทที่ใช้กับลูกบล็อกมาเพิ่มอีกตัว จึงจะสามารถปลดของเดิมออกได้

            พอปลดระวางของเดิมได้หมดแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการใส่ของใหม่เข้าไปโดยทำย้อนจากตอนที่ถอดได้เลย แต่ห้ามลืมจาระบีเป็นอันขาด เนื่องจากเจอกับน้ำและสิ่งสกปรกตลอดเวลาหากขาดซึ่งการหล่อลื่นที่ดีแล้วประสิทธิภาพของยูรีเธนคงไม่สามารถสำแดงเดชให้ได้สัมผัสกันแบบเต็ม ๆ เพราะฉะนั้นบริเวณไหนของเจ้าบู๊ชและประกับยูรีเธนที่มีรูกลม ๆ ก็ป้ายจาระบีเข้าไป โดยเฉพาะช่องที่จะต้องทำหน้าที่เป็นบ่ารองรับการหมุนตัวของแขนประคองเกียร์ ประเคนมันเข้าไปเลย แล้วก็อัญเชิญเข้าสู่ที่พักแห่งใหม่กันได้เลย หลังจากประกอบทุกอย่างเข้าที่เข้าทางหมดแล้ว อย่าลืมเช็คความเรียบร้อยกับบรรดาน็อตต่าง ๆ ที่เราได้รื้อออกมา เพราะชิ้นส่วนต่าง ๆ เหล่านี้หากลืมขัน หรือขันไม่แน่นพอ เกิดคลายตัวขึ้นมา จะเหนื่อยกันอีกรอบ เมื่อตรวจเช็คทุกอย่างดีแล้ว ขึ้นประจำตำแหน่งคนขับได้เลย เกียร์มีกี่เกียร์โยกมันให้ครบทุกตำแหน่ง แล้วลองฟังดูว่ามีเสียงอะไรผิดปกติหรือไม่ คุณจะสัมผัสได้ถึงความแน่นกระชับขึ้นในจังหวะที่เราเปลี่ยนเกียร์อย่างรู้สึกได้และต้องแลกด้วยการออกแรงเพิ่มขึ้นอีกนิด แต่ใส่แล้วดึง “กรึ๊บ” เป็นที่ถูกอกถูกใจข้าวของรถเค้าจริง ๆ

            อย่างที่บอกครับว่าถ้าชอบสัมผัสที่นุ่มนวลเวลาที่เปลี่ยนเกียร์แนะนำว่าเล่นของติดรถ นั่นแหละ แจ่มสุดแล้ว เพราะทนแน่ ก็ 10 กว่าปียังไม่มีขาดเลยอะ แต่ถ้าชอบฟีลแข็งนิด ๆ แต่แน่นปั๊ก ๆ ล่ะ ก็น่าจะถูกใจกับบู๊ช และประกับยูรีเธนชุดนี้ แต่ถ้าถามว่าใส่แล้วช่วยให้เปลี่ยนเกียร์เร็วขึ้นมั้ย บอกได้เลยว่าไม่เกี่ยวกัน อยู่ที่วิธีและความเร็วในการดัน-ดึง-โยกของแต่ละคนครับ เพราะเราไม่ได้เข้าไปวุ่นวายกับระยะจากจุดหมุนถึงปลายคันเกียร์แบบด้ามเกียร์ควิกชิฟท์แต่อย่างใด คนละส่วนกันจ้า
เทคนิคแต่งรถ

เพิ่มความกระชับให้กับคันเกียร์

rutchapong  |  at   09:08

            งานนี้เกียร์ออโตหมดสิทธิ์เพราะจะพาไปดูการเปลี่ยนบู๊ชยางที่แขนประคองคันเกียร์ ซึ่งเกียร์อัตโนมัติไม่มีอยู่แล้ว ก็เลยสงวนสิทธิ์ให้ได้เสียเงินเฉพาะสาวกน่องซ้ายโตเท่านั้น บาทบาทของบู๊ชยางรางคันเกียร์ก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแค่คอยประคองด้ามเกียร์ให้มั่นคงในจังหวะที่เราโยก-สับเกียร์นั่นเอง ซึ่งตรงนี้ก็จะขึ้นอยู่กับวัสดุที่นำมาผลิตอีกที ถ้าเป็นของโรงงานมันก็จะเป็นยางสังเคราะห์สีดำ ความแข็งไม่มากนักจะออกแนวหยุ่น ๆ หน่อย ซึ่งมันก็ดีในระดับหนึ่งสำหรับการใช้งานทั่วไปที่ให้ความนุ่มนวลแต่อาจจะยังไม่เร้าใจสำหรับบางคน กับจังหวะโยก-สับเท่าที่ควรก็เท่านั้น รวมไปถึงอายุอานามที่ถึงวาระปลดระวางบู๊ชยางเดิม ๆ แทนที่ตัวบู๊ชยูรีเธนสีสันสดใส ซึ่งเนื้อวัสดุจะมีความแข็งกว่า การยืดหยุ่นก็น้อยลง เท่ากับว่าจังหวะที่เราโยกเกียร์ สะพานเกียร์ก็จะได้รับแรงไปเต็ม ๆ อาจจะทำให้ต้องออกแรงเพิ่มขึ้นสักนิด แต่กระชับกว่าเดิมแน่นอน

คันเกียร์
            บู๊ชยูรีเธนชุดใหม่ประกอบไปด้วยบู๊ชยางยึดแขนประคองคันเกียร์ (Extension End Rubber) แบบ 2 ชั้นประกบกัน ส่วนของเดิมจะเป็นแบบชิ้นเดียว พร้อมด้วยบู๊ชเหล็กอีกชิ้นและประกับล็อคแขนประคองคันเกียร์ (Extensino Mount Rubber) อีก 1 ตัว สนนราคาทั้งชุดอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาทถ้วน ๆ ส่วนเครื่องเคียงที่จะต้องใช้ก็จะมีแค่จาระบีอย่างเดียว ตามด้วยเครื่องไม้เครื่องมือ แม่แรง สามขาอีก 1 คู่ กระดานนอน และชุดบล็อกอีกสำรับ

            เริ่มด้วยการยกรถขึ้นแล้วรองด้วยสามขา บริเวณที่ใช้ตั้งสามขาจะต้องมั่นใจได้ว่าสามารถรับน้ำหนักได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงจุดที่ใช้ขึ้นแม่แรงก็เอาตามคู่มือจากโรงงานนั่นแหละ จากนั้นก็เตรียมประจำที่กับกระดานนอนคู่ใจในการที่จะเข้าไปแหงนดูใต้ท้องรถตัวเองได้เลย พร้อมด้วย
กรอกแกรก,ข้อต่อ,ลูกบล็อก No.12 และประแจแหวนเบอร์ 12 อีกตัว ค่อย ๆ เลื่อนเข้าไปแถว ๆ กึ่งกลางรถนั่นแหล่ะ แล้วแหงนมองขึ้นไปที่อุโมงค์เกียร์ หาปลายคันเกียร์ให้เจอก็จะเห็นรางคันเกียร์พาดยาวไปค้ำกับเสื้อเกียร์ เจ้าตัวนี้แหละที่เราจะต้องไปยุ่มย่ามกับมัน เอาที่ถอดง่ายสุดก่อนเลย กับบู๊ชยึดแขนประคองคันเกียร์ตัวกลม ๆ ซึ่งจะยึดอยู่กับ Extension Bracket ที่เสื้อเกียร์อีกที โดยจะมีน็อตตัวผู้เบอร์ 12 ล็อคไว้เพียงตัวเดียว ใช้ประแจแหวนคลายแป๊ปเดียวก็เรียบร้อย

            ต่อกันที่ประกับล็อคแขนประคองเกียร์ ซึ่งรูปลักษณ์จะต่างจากบู๊ชโดยสิ้นเชิง ลักษณะจะเหมือนกับแท่งยางมีรู 3 รู ไอ้ตัวนี้แหละที่เล่นซะเหงื่อย้อย เนื่องจากพื้นที่ในการมุดเข้าไปมีน้อยมาก อีกทั้งยังมีท่อไอเสียท่อนกลางขวางเอาไว้อีก แต่เท่าที่เล็ง ๆ ดูก็ยังพอมีพื้นที่ให้ปฏิบัติการ เพียงแต่ต้องเอาข้อต่อกากบาทที่ใช้กับลูกบล็อกมาเพิ่มอีกตัว จึงจะสามารถปลดของเดิมออกได้

            พอปลดระวางของเดิมได้หมดแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการใส่ของใหม่เข้าไปโดยทำย้อนจากตอนที่ถอดได้เลย แต่ห้ามลืมจาระบีเป็นอันขาด เนื่องจากเจอกับน้ำและสิ่งสกปรกตลอดเวลาหากขาดซึ่งการหล่อลื่นที่ดีแล้วประสิทธิภาพของยูรีเธนคงไม่สามารถสำแดงเดชให้ได้สัมผัสกันแบบเต็ม ๆ เพราะฉะนั้นบริเวณไหนของเจ้าบู๊ชและประกับยูรีเธนที่มีรูกลม ๆ ก็ป้ายจาระบีเข้าไป โดยเฉพาะช่องที่จะต้องทำหน้าที่เป็นบ่ารองรับการหมุนตัวของแขนประคองเกียร์ ประเคนมันเข้าไปเลย แล้วก็อัญเชิญเข้าสู่ที่พักแห่งใหม่กันได้เลย หลังจากประกอบทุกอย่างเข้าที่เข้าทางหมดแล้ว อย่าลืมเช็คความเรียบร้อยกับบรรดาน็อตต่าง ๆ ที่เราได้รื้อออกมา เพราะชิ้นส่วนต่าง ๆ เหล่านี้หากลืมขัน หรือขันไม่แน่นพอ เกิดคลายตัวขึ้นมา จะเหนื่อยกันอีกรอบ เมื่อตรวจเช็คทุกอย่างดีแล้ว ขึ้นประจำตำแหน่งคนขับได้เลย เกียร์มีกี่เกียร์โยกมันให้ครบทุกตำแหน่ง แล้วลองฟังดูว่ามีเสียงอะไรผิดปกติหรือไม่ คุณจะสัมผัสได้ถึงความแน่นกระชับขึ้นในจังหวะที่เราเปลี่ยนเกียร์อย่างรู้สึกได้และต้องแลกด้วยการออกแรงเพิ่มขึ้นอีกนิด แต่ใส่แล้วดึง “กรึ๊บ” เป็นที่ถูกอกถูกใจข้าวของรถเค้าจริง ๆ

            อย่างที่บอกครับว่าถ้าชอบสัมผัสที่นุ่มนวลเวลาที่เปลี่ยนเกียร์แนะนำว่าเล่นของติดรถ นั่นแหละ แจ่มสุดแล้ว เพราะทนแน่ ก็ 10 กว่าปียังไม่มีขาดเลยอะ แต่ถ้าชอบฟีลแข็งนิด ๆ แต่แน่นปั๊ก ๆ ล่ะ ก็น่าจะถูกใจกับบู๊ช และประกับยูรีเธนชุดนี้ แต่ถ้าถามว่าใส่แล้วช่วยให้เปลี่ยนเกียร์เร็วขึ้นมั้ย บอกได้เลยว่าไม่เกี่ยวกัน อยู่ที่วิธีและความเร็วในการดัน-ดึง-โยกของแต่ละคนครับ เพราะเราไม่ได้เข้าไปวุ่นวายกับระยะจากจุดหมุนถึงปลายคันเกียร์แบบด้ามเกียร์ควิกชิฟท์แต่อย่างใด คนละส่วนกันจ้า

            เชื่อว่าหลายคนที่รักในการตกแต่งรถยนต์คงไม่พลาดหาพวงมาลัยมาใส่ให้กับรถคู่กาย ทั้งแบบด้านยกในสไตล์รถดริฟท์ซึ่งกำลังนิยมอยู่ในขณะนี้ หรือทรงเรซซิ่งตามแบบฉบับ F-1 ก็ยังมีให้เห็นกันอยู่บ่อย ๆ อันนี้ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละบุคคล ทั้งนี้การนำไปให้ร้านเปลี่ยนคงต้องเสียเงินค่าวิชากันบ้าง อาจร้อย สองร้อยแล้วแต่ช่างจะคิดราคามา แต่เรื่องเสียตังค์คงไม่อยู่ในหัวของคนที่ชอบ D.I.Y เพราะมันไม่ยากเกินความสามารถแน่นอน

พวงมาลัยกับคอแต่ง 
            วันก่อนได้มีโอกาสไปสอยพวงมาลัย NISMO มือสองมาจากเชียงกงบางนาในราคาย่อมเยา มีหลายคนบอกว่าเดี๋ยวนี้ของเชียงกงบางนาราคาแพง ซื้อไม่ไหว เลยอยากแนะนำวิธีการเดินเลือกซื้อสักหน่อย ประเภทขับรถไปจอดหน้าร้านหรือแต่งตัวดี ๆ เดินเข้าไปช็อปในร้าน แบบนั้นรับรองได้เลยครับว่า “โดนฟันหัวแบะ” เวลาไปเลือกซื้ออะไรควรแต่งตัวเลียนแบบช่าง ให้มีคราบน้ำมันเปรอะตัวสักหน่อย และอย่านำรถไปจอดหน้าร้านท่านจะได้สินค้าในราคาสมเหตุสมผล

            หลังจากได้พวงมาลัยก็ต่อด้วยการหาคอพวงมาลัยแต่งแบบถอดได้อีกหนึ่งชุดเพื่อความลงตัว เมื่ออุปกรณ์ครบมือ หกเหลี่ยมพร้อม ไขควงพร้อม รวมถึงด้ามบล็อกกับลูกบล็อกเบอร์ 19 พร้อม จึงจัดการรื้อพวงมาลัยเดิมออก แล้วนำของใหม่ใส่เข้าไป แต่สรุปว่าแตรกลับไม่ดัง

            ความจริงการเปลี่ยนไปใส่พวงมาลัยแต่งถือว่าไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ถ้าเราใส่ใจกับมันสักหน่อยเนื่องจากไม่มีน็อตเยอะแยะมาวุ่นวายให้ปวดสมอง ใช้เครื่องมือเพียงแค่ไม่กี่ชิ้นก็สามารถถอดมันออกมากองได้แล้ว ทั้งนี้หากพวงมาลัยเดิมติดมาจากโรงงานนั้นมีระบบแอร์แบ็กมาให้เราไม่ควรหันไปใช้ของแต่งแบบไม่มีแอร์แบ็กที่หลายคนชอบทำกัน เพราะว่าเรื่องความปลอดภัยในชีวิตย่อมมาก่อนสิ่งอื่นเสมอ อันนี้ “นักเลงไม่แนะนำ” นะครับ แต่คันนี้ไม่มีระบบแอร์แบ็กติดมาให้ จึงไม่จำเป็นต้องกังวลแต่อย่างใด นอกจานี้ขนาดของพวงมาลัยที่นำมาใส่มีความสำคัญเช่นกัน ถ้าเลือกขนาดเล็กเกินไปจะทำให้ต้องหมุนพวงมาลัยเพิ่มขึ้นในการเลี้ยวแต่ละครั้ง การขับใช้งานในชีวิตประจำวันจึงค่อนข้างลำบาก ดังนั้นควรเลือกให้เหมาะสมเสียหน่อย

            สำหรับพวงมาลัยอันใหม่ของหนูทดลองคันนี้มาในขนาดกำลังดี ไม่เล็ก ไม่ใหญ่เกินไป เอาล่ะในเมื่อเกิดกรณีดังกล่าวข้างต้นเรามาเริ่มลงมือรื้อใหม่กันเลยดีกว่าเริ่มแรกเลยคือ การหมุนล้อรถให้ตรงนำหกเหลี่ยมมาขันน็อตรอบ ๆ พวงมาลัย พอหลุดออกมาแล้วเราจะพบกันแป้นอลูมิเนียมที่ยึดด้วยน็อตหกเหลี่ยมอีกชั้นหนึ่ง ให้ขับมันออกเหมือนเดิม แต่ให้มาร์คจุดเอาไว้ก่อนตอนใส่พวงมาลัยกลับเข้าไปจะได้ไม่เอียงซ้าย-ขวา เมื่อถอดออกมาจะพบกับชุดสายไฟแตรรถ ซึ่งมีพลาสติกหุ้มปลั๊กอยู่ ให้ดึงมันออกจากกันแล้วเช็คดูว่าสาเหตุของแตรไม่ดังเกิดจากสายไฟเส้นนี้หรือเปล่า โดยการนำสายไฟไปจี้กับกราวด์ตัวถัง เพื่อให้มันเดินครบระบบ ปรากฏว่าไม่มีสัญญาณตอบรับใด ๆ กลับมาเลย แสดงว่าเดือยทองเหลืองที่ยื่นออกมาบริเวณใต้แกนพวงมาลัยไม่สัมผัสกับแป้นคอนแท็คท์ของคอพวงมาลัย หรือสัมผัสได้ไม่เต็มที่กระแสไฟมันจึงเดินไปไม่ครบระบบ ทำให้ต้องถอดออกมาทั้งหมด เพื่อเข้าไปเสริมเดือยทองเหลืองดังกล่าว

            ด่านต่อมาเป็นทีของน็อตเบอร์ 19 ที่ยึดติดอยู่กับคอพวงมาลัยให้คลายมันออกด้วยด้ามบล็อก ไม่ต้องขันออกหมดนะครับเพราะคอพวงมาลัยค่อนข้างแน่น เอามือดึงคงไม่ออกง่าย ๆ อีกทั้งเพื่อป้องกันเวลาเราออกแรงพึงมันอาจหลุดมากระแทกปากแตกเสียเลือดหรือฟันบิ่นกันได้ จึงต้องนำพวงมาลัยใส่กลับเข้าไปเหมือนเดิม ยึดน็อตพอประมาณแล้วให้โยกพวงมาลัยไปมา ถ้ายังไม่ออกอีกให้เอามือทุบลงบนพวงมาลัย ไล่จากบน-ล่าง-ซ้าย-ขวา เพื่อให้มันคลายตัว ต่อจากนั้นให้ออกแรงโยกอีกครั้งมันจะออกง่ายขึ้น

            ถึงตรงนี้เราจะพบกับเดือยทองเหลืองที่ยื่นออกมาจากตัวรถบริเวณใต้แกนพวงมาลัย ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาแตรไม่ดังนั่นเอง นอกจากนี้ผมอยากขอเสริมอีกเรื่องหนึ่งครับ หากลองสังเกตให้ดีจะเห็นบริเวณพลาสติกครอบแกนพวงมาลัยมันจะมีปุ่มเล็ก ๆ นูนขึ้นมาอยู่ 3 จุด ซึ่งมันทำหน้าที่เป็นตัวล็อคเพื่อให้แป้นไฟเลี้ยวดีดตัวกลับได้เองอัตโนมัติขณะเราเลี้ยว ดังนั้นถ้าคอพวงมาลัยแต่งอันใหม่ไม่มีร่องมารองรับ ปุ่มนี้จะส่งผลให้แป้นไฟเลี้ยวไม่ยอมดีดตัวกลับเอง วิธีแก้ไขง่าย ๆ คือ เอาตะไบมาฝนให้เป็นร่องพอดีกับปุ่มทั้ง 3 จุด เพื่อให้ระบบยังคงทำงานเหมือนเดิม อีอย่างที่คอแต่งอันนี้ทำร่องมาให้เรียบร้อย จึงไม่ต้องเสียเวลามานั่งตะไบกัน ก่อนซื้อควรตรวจสอบให้ดีด้วยนะครับ

            เอาล่ะวกกลับมาหาเดือยทองเหลืองกันต่อดีกว่า การแก้ไขในส่วนนี้ให้เราหา “สื่อนำกระแสไฟฟ้า” มาเสริมเข้าไปที่เดือยทองเหลืองเพื่อให้ยืดออกมาถึงบริเวณคอนแท็คท์ของคอพวงมาลัย ทั้งนี้ผมเลือกใช้ “กิ๊ปรัดสายไฟทองเหลือง” มาตัดแต่งเข้าไปด้วยการทำหมันเป็นปลอกสวมเดือยทองเหลืองเลย จากนั้นให้เอาคีมบีบพอประมาณอีกทีหนึ่งเพื่อให้กิ๊ปรัดสายไฟทองเหลืองยึดติดกับเดือยทองเหลืองแน่นยิ่งขึ้น จัดการตัดส่วนเกินออกแล้วกะระยะให้พอดีกับแป้นคอนแท็คท์ของคอพวงมาลัย แล้วดูว่ามันยื่นออกไปถึงหรือเปล่า ด้วยการนำคอพวงมาลัยมาใส่กลับเข้าไปเหมือนเดิมต่อปลั๊กแล้วกดแตร สรุปว่าแตรกลับมาดังอีกครั้ง เคสนี้จึงประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม ทีนี้ก็ใส่กลับเข้าไปเหมือนตอนถอด วางตำแหน่งตามที่เราได้มาร์คไว้พวงมาลัยจะได้ไม่เอียงตอนใส่เสร็จ ควรตรวจสอบสายไฟแตรให้ดี เพราะว่าเคยเกิดกรณีลืมหุ้มปลอกพลาสติกตรงปลั๊กคอพวงมาลัยเกิดกระแสไฟลัดวงจรจนแตรดังขึ้นมาเองตอนขับรถอยู่ เล่นเอาอายชาวบ้านกันเลยทีเดียว

            ทั้งนี้สาเหตุของแตรไม่ดังใช่ว่าเกิดขึ้นเพราะเดือยทองเหลือเสมอไปนะครับ ยังมีปัจจัยอื่นอีกเช่น ฟิวส์ขาด หรือสายไฟหักใน ดังนั้นจึงควรตรวจสอบให้ละเอียดก่อน
เทคนิคดูแลรถยนต์

พวงมาลัยกับคอแต่ง เปลี่ยนแล้วแตรไม่ดัง

rutchapong  |  at   09:06

            เชื่อว่าหลายคนที่รักในการตกแต่งรถยนต์คงไม่พลาดหาพวงมาลัยมาใส่ให้กับรถคู่กาย ทั้งแบบด้านยกในสไตล์รถดริฟท์ซึ่งกำลังนิยมอยู่ในขณะนี้ หรือทรงเรซซิ่งตามแบบฉบับ F-1 ก็ยังมีให้เห็นกันอยู่บ่อย ๆ อันนี้ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละบุคคล ทั้งนี้การนำไปให้ร้านเปลี่ยนคงต้องเสียเงินค่าวิชากันบ้าง อาจร้อย สองร้อยแล้วแต่ช่างจะคิดราคามา แต่เรื่องเสียตังค์คงไม่อยู่ในหัวของคนที่ชอบ D.I.Y เพราะมันไม่ยากเกินความสามารถแน่นอน

พวงมาลัยกับคอแต่ง 
            วันก่อนได้มีโอกาสไปสอยพวงมาลัย NISMO มือสองมาจากเชียงกงบางนาในราคาย่อมเยา มีหลายคนบอกว่าเดี๋ยวนี้ของเชียงกงบางนาราคาแพง ซื้อไม่ไหว เลยอยากแนะนำวิธีการเดินเลือกซื้อสักหน่อย ประเภทขับรถไปจอดหน้าร้านหรือแต่งตัวดี ๆ เดินเข้าไปช็อปในร้าน แบบนั้นรับรองได้เลยครับว่า “โดนฟันหัวแบะ” เวลาไปเลือกซื้ออะไรควรแต่งตัวเลียนแบบช่าง ให้มีคราบน้ำมันเปรอะตัวสักหน่อย และอย่านำรถไปจอดหน้าร้านท่านจะได้สินค้าในราคาสมเหตุสมผล

            หลังจากได้พวงมาลัยก็ต่อด้วยการหาคอพวงมาลัยแต่งแบบถอดได้อีกหนึ่งชุดเพื่อความลงตัว เมื่ออุปกรณ์ครบมือ หกเหลี่ยมพร้อม ไขควงพร้อม รวมถึงด้ามบล็อกกับลูกบล็อกเบอร์ 19 พร้อม จึงจัดการรื้อพวงมาลัยเดิมออก แล้วนำของใหม่ใส่เข้าไป แต่สรุปว่าแตรกลับไม่ดัง

            ความจริงการเปลี่ยนไปใส่พวงมาลัยแต่งถือว่าไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร ถ้าเราใส่ใจกับมันสักหน่อยเนื่องจากไม่มีน็อตเยอะแยะมาวุ่นวายให้ปวดสมอง ใช้เครื่องมือเพียงแค่ไม่กี่ชิ้นก็สามารถถอดมันออกมากองได้แล้ว ทั้งนี้หากพวงมาลัยเดิมติดมาจากโรงงานนั้นมีระบบแอร์แบ็กมาให้เราไม่ควรหันไปใช้ของแต่งแบบไม่มีแอร์แบ็กที่หลายคนชอบทำกัน เพราะว่าเรื่องความปลอดภัยในชีวิตย่อมมาก่อนสิ่งอื่นเสมอ อันนี้ “นักเลงไม่แนะนำ” นะครับ แต่คันนี้ไม่มีระบบแอร์แบ็กติดมาให้ จึงไม่จำเป็นต้องกังวลแต่อย่างใด นอกจานี้ขนาดของพวงมาลัยที่นำมาใส่มีความสำคัญเช่นกัน ถ้าเลือกขนาดเล็กเกินไปจะทำให้ต้องหมุนพวงมาลัยเพิ่มขึ้นในการเลี้ยวแต่ละครั้ง การขับใช้งานในชีวิตประจำวันจึงค่อนข้างลำบาก ดังนั้นควรเลือกให้เหมาะสมเสียหน่อย

            สำหรับพวงมาลัยอันใหม่ของหนูทดลองคันนี้มาในขนาดกำลังดี ไม่เล็ก ไม่ใหญ่เกินไป เอาล่ะในเมื่อเกิดกรณีดังกล่าวข้างต้นเรามาเริ่มลงมือรื้อใหม่กันเลยดีกว่าเริ่มแรกเลยคือ การหมุนล้อรถให้ตรงนำหกเหลี่ยมมาขันน็อตรอบ ๆ พวงมาลัย พอหลุดออกมาแล้วเราจะพบกันแป้นอลูมิเนียมที่ยึดด้วยน็อตหกเหลี่ยมอีกชั้นหนึ่ง ให้ขับมันออกเหมือนเดิม แต่ให้มาร์คจุดเอาไว้ก่อนตอนใส่พวงมาลัยกลับเข้าไปจะได้ไม่เอียงซ้าย-ขวา เมื่อถอดออกมาจะพบกับชุดสายไฟแตรรถ ซึ่งมีพลาสติกหุ้มปลั๊กอยู่ ให้ดึงมันออกจากกันแล้วเช็คดูว่าสาเหตุของแตรไม่ดังเกิดจากสายไฟเส้นนี้หรือเปล่า โดยการนำสายไฟไปจี้กับกราวด์ตัวถัง เพื่อให้มันเดินครบระบบ ปรากฏว่าไม่มีสัญญาณตอบรับใด ๆ กลับมาเลย แสดงว่าเดือยทองเหลืองที่ยื่นออกมาบริเวณใต้แกนพวงมาลัยไม่สัมผัสกับแป้นคอนแท็คท์ของคอพวงมาลัย หรือสัมผัสได้ไม่เต็มที่กระแสไฟมันจึงเดินไปไม่ครบระบบ ทำให้ต้องถอดออกมาทั้งหมด เพื่อเข้าไปเสริมเดือยทองเหลืองดังกล่าว

            ด่านต่อมาเป็นทีของน็อตเบอร์ 19 ที่ยึดติดอยู่กับคอพวงมาลัยให้คลายมันออกด้วยด้ามบล็อก ไม่ต้องขันออกหมดนะครับเพราะคอพวงมาลัยค่อนข้างแน่น เอามือดึงคงไม่ออกง่าย ๆ อีกทั้งเพื่อป้องกันเวลาเราออกแรงพึงมันอาจหลุดมากระแทกปากแตกเสียเลือดหรือฟันบิ่นกันได้ จึงต้องนำพวงมาลัยใส่กลับเข้าไปเหมือนเดิม ยึดน็อตพอประมาณแล้วให้โยกพวงมาลัยไปมา ถ้ายังไม่ออกอีกให้เอามือทุบลงบนพวงมาลัย ไล่จากบน-ล่าง-ซ้าย-ขวา เพื่อให้มันคลายตัว ต่อจากนั้นให้ออกแรงโยกอีกครั้งมันจะออกง่ายขึ้น

            ถึงตรงนี้เราจะพบกับเดือยทองเหลืองที่ยื่นออกมาจากตัวรถบริเวณใต้แกนพวงมาลัย ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาแตรไม่ดังนั่นเอง นอกจากนี้ผมอยากขอเสริมอีกเรื่องหนึ่งครับ หากลองสังเกตให้ดีจะเห็นบริเวณพลาสติกครอบแกนพวงมาลัยมันจะมีปุ่มเล็ก ๆ นูนขึ้นมาอยู่ 3 จุด ซึ่งมันทำหน้าที่เป็นตัวล็อคเพื่อให้แป้นไฟเลี้ยวดีดตัวกลับได้เองอัตโนมัติขณะเราเลี้ยว ดังนั้นถ้าคอพวงมาลัยแต่งอันใหม่ไม่มีร่องมารองรับ ปุ่มนี้จะส่งผลให้แป้นไฟเลี้ยวไม่ยอมดีดตัวกลับเอง วิธีแก้ไขง่าย ๆ คือ เอาตะไบมาฝนให้เป็นร่องพอดีกับปุ่มทั้ง 3 จุด เพื่อให้ระบบยังคงทำงานเหมือนเดิม อีอย่างที่คอแต่งอันนี้ทำร่องมาให้เรียบร้อย จึงไม่ต้องเสียเวลามานั่งตะไบกัน ก่อนซื้อควรตรวจสอบให้ดีด้วยนะครับ

            เอาล่ะวกกลับมาหาเดือยทองเหลืองกันต่อดีกว่า การแก้ไขในส่วนนี้ให้เราหา “สื่อนำกระแสไฟฟ้า” มาเสริมเข้าไปที่เดือยทองเหลืองเพื่อให้ยืดออกมาถึงบริเวณคอนแท็คท์ของคอพวงมาลัย ทั้งนี้ผมเลือกใช้ “กิ๊ปรัดสายไฟทองเหลือง” มาตัดแต่งเข้าไปด้วยการทำหมันเป็นปลอกสวมเดือยทองเหลืองเลย จากนั้นให้เอาคีมบีบพอประมาณอีกทีหนึ่งเพื่อให้กิ๊ปรัดสายไฟทองเหลืองยึดติดกับเดือยทองเหลืองแน่นยิ่งขึ้น จัดการตัดส่วนเกินออกแล้วกะระยะให้พอดีกับแป้นคอนแท็คท์ของคอพวงมาลัย แล้วดูว่ามันยื่นออกไปถึงหรือเปล่า ด้วยการนำคอพวงมาลัยมาใส่กลับเข้าไปเหมือนเดิมต่อปลั๊กแล้วกดแตร สรุปว่าแตรกลับมาดังอีกครั้ง เคสนี้จึงประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม ทีนี้ก็ใส่กลับเข้าไปเหมือนตอนถอด วางตำแหน่งตามที่เราได้มาร์คไว้พวงมาลัยจะได้ไม่เอียงตอนใส่เสร็จ ควรตรวจสอบสายไฟแตรให้ดี เพราะว่าเคยเกิดกรณีลืมหุ้มปลอกพลาสติกตรงปลั๊กคอพวงมาลัยเกิดกระแสไฟลัดวงจรจนแตรดังขึ้นมาเองตอนขับรถอยู่ เล่นเอาอายชาวบ้านกันเลยทีเดียว

            ทั้งนี้สาเหตุของแตรไม่ดังใช่ว่าเกิดขึ้นเพราะเดือยทองเหลือเสมอไปนะครับ ยังมีปัจจัยอื่นอีกเช่น ฟิวส์ขาด หรือสายไฟหักใน ดังนั้นจึงควรตรวจสอบให้ละเอียดก่อน

บทความรถยนต์ที่น่าสนใจ