เคล็ดลับซื้อรถมือสอง รวมเทคนิคและวิธีการเลือกซื้อรถมือสอง คลิก!! More

บทความใหม่

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Do It Yourself แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Do It Yourself แสดงบทความทั้งหมด
วิธีเพิ่ม Shift Lock ให้รถ

อยากจะขับสบายไปไหนมาไหนไม่ต้องเหยียบคลัทช์ ทางเลือกที่ดีก็ต้องเป็นเกียร์อัตโนมัติ หรือแต่บรรดานักเลงวัยแรงทั้งหลายอาจจะไม่ถูกใจกับรูปแบบของคันเกียร์อัตโนมัติ บ้างก็อยากซิ่งให้เหมือนกับเกียร์ธรรมดา การสรรหาของเล่นมาสลับสับเปลี่ยนจึงบังเกิด เท่านี้ไม่พอมันยังลามไปถึงระบบ Shift Lock อีกด้วย เป็นเรื่องเป็นราวให้ชาวนักเลงรถหยิบยกเรื่องแต่งสวยมาเป็นประเด็นได้อีก เริ่มจากการสรรหาของตกแต่งมาให้รถคันโปรด ในเมื่อมีแนวทางเป็นของตัวเอง ของเดิม ๆ ติดรถจึงไม่อาจจะโดนใจเท่าไรนัก ในเมื่อต้องการซื้อของตกแต่งมาทำให้เหมือนกับเกียร์ธรรมดาแบบ H-Pattern แล้วสิ่งที่ตามมานอกจากจะต้องเตรียมหัวเกียร์แบบใหม่ให้สามารถใส่กับถุงเกียร์ได้แล้ว ยังมีบางจุดที่ต้องทำ ระบบการเข้าเกียร์ไม่ใช่ปัญหา แต่มีปัญหาอยู่ที่การปลดล็อคเกียร์ของเกียร์อัตโนมัติในการจอดรถ

            เลยต้องเท้าความไปถึงเรื่องเกียร์อัตโนมัติก่อนยุคนี้สักหน่อย ปัจจุบันบรรดารถยนต์ที่ใช้กันในบ้านเราหรือต่างแดนหลัก ๆ จะมีเกียร์ใช้อยู่ 4 อย่าง คือ จอด (P) ถอยหลัง (R) ว่าง (N)และ เดินหน้า (D) ซึ่งอาจจะมีแยกย่อยไปอีก ที่จะพูดกันนี้ก็คือเกียร์ P = Park หรือจดนี้ทำไว้สำหรับจอดรถโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันไม่ให้รถขยับเขยื้อนไหลไปไหนต่อไหน ในการจอดรถซึ่งสภาพภูมิประเทศอาจจะไม่ใช่ที่ราบ บางที่เป็นเนินเป็นเขาการจอดรถในพื้นที่ลาดเอียงลำพังการดึงเบรกมืออาจจะไม่เพียงพอ ทีนี้เมื่อมันมีประโยชน์สำหรับการจอดบนพื้นลาดเอียงแล้ว ในพื้นที่ราบเรียบอาจเป็นปัญหาสำหรับบรรดาคนเมืองที่ใช้รถกันอย่างเช่นคนไทยบ้านเรา เนื่องจากบรรดารถยนต์ที่ถอยกันออกมาขับขี่กันล้นถนน เวลาจะไปซื้อข้าวซื้อของก็ต้องแห่กันไปตามบรรดาห้างดังขึ้นชื่อ ทีนี้เมื่อขนาดรถยังล้นถนนแล้ว บรรดานักช็อปที่แห่กันไปห้างมีหรือจะไม่ทำให้ที่จอดรถมันล้นเต็มปรี่ แน่นอนเมื่อหลีกเลี่ยงลำบากการจอดซ้อนคันจึงเกิดขึ้น

            บางครั้งบางคราวการเผลอลืมด้วยความไม่สะดวกในการจอดเพราะว่ารถรุ่นใหม่ ๆ นี้หากจอดรถแล้วจะดึงกุญแจออกจะต้องขยับจากตำแหน่ง N หรือเกียร์ว่างไปตำแหน่ง P เสียก่อนเพราะผู้ผลิตรถคำนึงถึงความปลอดภัยเนื่องจากรถไหลนั้นอาจนำมาถึงปัญหาใหญ่ร้ายแรงได้ แต่ก็มีการออกแบบปุ่มสำหรับปลดล็อคจากตำแหน่ง P ไปสู่ตำแหน่งอื่น แต่การหลงลืมที่จะจอดแล้วเลื่อนเกียร์กลับมาตำแหน่ง N นั้นจึงมีโอกาสเป็นไปได้สูง โดยเฉพาะคนที่มักจะทำอะไรเร่งด่วนหรือหามารยาทการจอดรถไม่ค่อยเจอ เมื่อเปลี่ยนถุงเกียร์แล้ว จึงขอเสนอวิธีการใส่เกียร์ N เมื่อดับเครื่องแล้วสามารถเอากุญแจออกได้เลย แต่ต้องพึงระลึกไว้เสมอหลังจากที่ทำไปแล้วว่าจะจอดใส่เกียร์ว่างได้นั้นรถต้องอยู่ในพื้นราบไม่เอียงไหล
    
            วันนี้มาเล่นกับ HONDA Jazz รหัส GD อันเป็นที่นิยมสำหรับบรรดาวัยแรงที่มักเอามาตกแต่งกัน และการเปลี่ยนเป็นถุงเกียร์แบบเกียร์ธรรมดานั้นไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย แถมยังสามารถเบิกอะไหล่ศูนย์ได้เลยทันที ในราคาไม่กี่บาทสำหรับถุงเกียร์ส่วนหัวเกียร์ก็สามารถหาได้ทั่วไป ที่เหลือก็คือต้องมีไขควงหนึ่งอันและสายรัดพลาสติกเท่านั้นก็พอแล้ว

1.      เลื่อนลงมาเกียร์ต่ำที่สุดแล้วคลายน็อตด้านหน้าออก
2.      ดึงด้ามเกียร์ขึ้น
3.      เปิดฝาครอบใต้เบรกมืออก
4.      ด้านข้างคอนโซลเกียร์จะมีน็อตยึด 4ตัวที่มุม
5.      ไขน็อตคอนโซลออกแล้วยกขึ้น
6.      ด้านหน้าจะมีสายไฟของช่อง Power Supply
7.      ปลดออกด้วยวิธีบีบตรงนี้ แล้วดึง
8.      แป้นที่คันเกียร์ ต้องแกะออกงัดเบา ๆ ระวังแตก
9.      ด้านใต้มีสายไฟให้ดึงออกด้วย
10.  ดึงแผ่นกันฝุ่นขึ้นด้านบน
11.  กลไกปลดชิฟท์ล็อค
12.  ต้องถ่างตัวนี้ออกถ้าต้องการจะปลดล็อคให้ใส่เกียร์ได้ตอนดับเครื่อง
13.  แล้วดึงออกด้านข้าง
14.  ร้อยสายรัด
15.  แล้วรั้งกลไกไว้แบบนี้
16.  ไขน็อตด้านใต้แผงคอพวงมาลัย
17.  ปรับพวงมาลัยลงด้านล่าง
18.  อ้าแผงคอออก
19.  มองเข้าไปด้านกุญแจจะเจอปลั๊กตัวนี้
20.  ดึงออกเก็บสายและประกอบกลับ
21.  ประกอบน็อตกลับ จะให้ง่ายวางน็อตที่ปลายไขควงก่อนแล้วค่อยเอาเข้ารู
22.  ไฟที่คันเกียร์ถ้าไม่ใช้งานให้เอาหลอดออกซะ
23.  ถุงเกียร์ธรรมดาจะยึดที่คอนโซลด้านบน
24.  จะมีเดือยมาร์คใส่ให้ตรง
25.  ไขน็อตยึด 3 มุม
26.  ถ้ากลัวชิ้นส่วนหาย ใส่ตัวกดปลดล็อคกลับที่เดิม
27.  อย่าลืมเสียบปลั๊กที่จุดบุหรี่
28.  ครอบคอนโซลลง
29.  ส่วนมากหัวเกียร์แต่ง จะใช้น็อตยึดที่คันเกียร์
30.  ถ้ามี 3 ตัว ให้เล็งและขันทั้ง 3 ตัว
31.  ให้ได้เซ็นเตอร์อย่างนี้
32.  ใส่สปริงและปิดฝาด้านบน
33.  เสร็จเรียบร้อย

Do It Yourself

วิธีเพิ่ม Shift Lock ให้รถ

rutchapong  |  at   23:46

วิธีเพิ่ม Shift Lock ให้รถ

อยากจะขับสบายไปไหนมาไหนไม่ต้องเหยียบคลัทช์ ทางเลือกที่ดีก็ต้องเป็นเกียร์อัตโนมัติ หรือแต่บรรดานักเลงวัยแรงทั้งหลายอาจจะไม่ถูกใจกับรูปแบบของคันเกียร์อัตโนมัติ บ้างก็อยากซิ่งให้เหมือนกับเกียร์ธรรมดา การสรรหาของเล่นมาสลับสับเปลี่ยนจึงบังเกิด เท่านี้ไม่พอมันยังลามไปถึงระบบ Shift Lock อีกด้วย เป็นเรื่องเป็นราวให้ชาวนักเลงรถหยิบยกเรื่องแต่งสวยมาเป็นประเด็นได้อีก เริ่มจากการสรรหาของตกแต่งมาให้รถคันโปรด ในเมื่อมีแนวทางเป็นของตัวเอง ของเดิม ๆ ติดรถจึงไม่อาจจะโดนใจเท่าไรนัก ในเมื่อต้องการซื้อของตกแต่งมาทำให้เหมือนกับเกียร์ธรรมดาแบบ H-Pattern แล้วสิ่งที่ตามมานอกจากจะต้องเตรียมหัวเกียร์แบบใหม่ให้สามารถใส่กับถุงเกียร์ได้แล้ว ยังมีบางจุดที่ต้องทำ ระบบการเข้าเกียร์ไม่ใช่ปัญหา แต่มีปัญหาอยู่ที่การปลดล็อคเกียร์ของเกียร์อัตโนมัติในการจอดรถ

            เลยต้องเท้าความไปถึงเรื่องเกียร์อัตโนมัติก่อนยุคนี้สักหน่อย ปัจจุบันบรรดารถยนต์ที่ใช้กันในบ้านเราหรือต่างแดนหลัก ๆ จะมีเกียร์ใช้อยู่ 4 อย่าง คือ จอด (P) ถอยหลัง (R) ว่าง (N)และ เดินหน้า (D) ซึ่งอาจจะมีแยกย่อยไปอีก ที่จะพูดกันนี้ก็คือเกียร์ P = Park หรือจดนี้ทำไว้สำหรับจอดรถโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันไม่ให้รถขยับเขยื้อนไหลไปไหนต่อไหน ในการจอดรถซึ่งสภาพภูมิประเทศอาจจะไม่ใช่ที่ราบ บางที่เป็นเนินเป็นเขาการจอดรถในพื้นที่ลาดเอียงลำพังการดึงเบรกมืออาจจะไม่เพียงพอ ทีนี้เมื่อมันมีประโยชน์สำหรับการจอดบนพื้นลาดเอียงแล้ว ในพื้นที่ราบเรียบอาจเป็นปัญหาสำหรับบรรดาคนเมืองที่ใช้รถกันอย่างเช่นคนไทยบ้านเรา เนื่องจากบรรดารถยนต์ที่ถอยกันออกมาขับขี่กันล้นถนน เวลาจะไปซื้อข้าวซื้อของก็ต้องแห่กันไปตามบรรดาห้างดังขึ้นชื่อ ทีนี้เมื่อขนาดรถยังล้นถนนแล้ว บรรดานักช็อปที่แห่กันไปห้างมีหรือจะไม่ทำให้ที่จอดรถมันล้นเต็มปรี่ แน่นอนเมื่อหลีกเลี่ยงลำบากการจอดซ้อนคันจึงเกิดขึ้น

            บางครั้งบางคราวการเผลอลืมด้วยความไม่สะดวกในการจอดเพราะว่ารถรุ่นใหม่ ๆ นี้หากจอดรถแล้วจะดึงกุญแจออกจะต้องขยับจากตำแหน่ง N หรือเกียร์ว่างไปตำแหน่ง P เสียก่อนเพราะผู้ผลิตรถคำนึงถึงความปลอดภัยเนื่องจากรถไหลนั้นอาจนำมาถึงปัญหาใหญ่ร้ายแรงได้ แต่ก็มีการออกแบบปุ่มสำหรับปลดล็อคจากตำแหน่ง P ไปสู่ตำแหน่งอื่น แต่การหลงลืมที่จะจอดแล้วเลื่อนเกียร์กลับมาตำแหน่ง N นั้นจึงมีโอกาสเป็นไปได้สูง โดยเฉพาะคนที่มักจะทำอะไรเร่งด่วนหรือหามารยาทการจอดรถไม่ค่อยเจอ เมื่อเปลี่ยนถุงเกียร์แล้ว จึงขอเสนอวิธีการใส่เกียร์ N เมื่อดับเครื่องแล้วสามารถเอากุญแจออกได้เลย แต่ต้องพึงระลึกไว้เสมอหลังจากที่ทำไปแล้วว่าจะจอดใส่เกียร์ว่างได้นั้นรถต้องอยู่ในพื้นราบไม่เอียงไหล
    
            วันนี้มาเล่นกับ HONDA Jazz รหัส GD อันเป็นที่นิยมสำหรับบรรดาวัยแรงที่มักเอามาตกแต่งกัน และการเปลี่ยนเป็นถุงเกียร์แบบเกียร์ธรรมดานั้นไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย แถมยังสามารถเบิกอะไหล่ศูนย์ได้เลยทันที ในราคาไม่กี่บาทสำหรับถุงเกียร์ส่วนหัวเกียร์ก็สามารถหาได้ทั่วไป ที่เหลือก็คือต้องมีไขควงหนึ่งอันและสายรัดพลาสติกเท่านั้นก็พอแล้ว

1.      เลื่อนลงมาเกียร์ต่ำที่สุดแล้วคลายน็อตด้านหน้าออก
2.      ดึงด้ามเกียร์ขึ้น
3.      เปิดฝาครอบใต้เบรกมืออก
4.      ด้านข้างคอนโซลเกียร์จะมีน็อตยึด 4ตัวที่มุม
5.      ไขน็อตคอนโซลออกแล้วยกขึ้น
6.      ด้านหน้าจะมีสายไฟของช่อง Power Supply
7.      ปลดออกด้วยวิธีบีบตรงนี้ แล้วดึง
8.      แป้นที่คันเกียร์ ต้องแกะออกงัดเบา ๆ ระวังแตก
9.      ด้านใต้มีสายไฟให้ดึงออกด้วย
10.  ดึงแผ่นกันฝุ่นขึ้นด้านบน
11.  กลไกปลดชิฟท์ล็อค
12.  ต้องถ่างตัวนี้ออกถ้าต้องการจะปลดล็อคให้ใส่เกียร์ได้ตอนดับเครื่อง
13.  แล้วดึงออกด้านข้าง
14.  ร้อยสายรัด
15.  แล้วรั้งกลไกไว้แบบนี้
16.  ไขน็อตด้านใต้แผงคอพวงมาลัย
17.  ปรับพวงมาลัยลงด้านล่าง
18.  อ้าแผงคอออก
19.  มองเข้าไปด้านกุญแจจะเจอปลั๊กตัวนี้
20.  ดึงออกเก็บสายและประกอบกลับ
21.  ประกอบน็อตกลับ จะให้ง่ายวางน็อตที่ปลายไขควงก่อนแล้วค่อยเอาเข้ารู
22.  ไฟที่คันเกียร์ถ้าไม่ใช้งานให้เอาหลอดออกซะ
23.  ถุงเกียร์ธรรมดาจะยึดที่คอนโซลด้านบน
24.  จะมีเดือยมาร์คใส่ให้ตรง
25.  ไขน็อตยึด 3 มุม
26.  ถ้ากลัวชิ้นส่วนหาย ใส่ตัวกดปลดล็อคกลับที่เดิม
27.  อย่าลืมเสียบปลั๊กที่จุดบุหรี่
28.  ครอบคอนโซลลง
29.  ส่วนมากหัวเกียร์แต่ง จะใช้น็อตยึดที่คันเกียร์
30.  ถ้ามี 3 ตัว ให้เล็งและขันทั้ง 3 ตัว
31.  ให้ได้เซ็นเตอร์อย่างนี้
32.  ใส่สปริงและปิดฝาด้านบน
33.  เสร็จเรียบร้อย

แรกเริ่มเดิมทีนั้น การหลีกเลี่ยง หรือ หลบหลีก เราต้องการเพียงการหยุดรถได้อย่างทันท่วงที หรือทันกับภาวการณ์ที่ต้องการ

ปัญหา ที่เกิดขึ้นก็คือ ล้อทั้งสี่จะล็อกตาย จึงเกิดระบบเบรกแบบ ABS เข้ามาช่วยลดทอนปัญหานั้นไป จากอุปกรณ์ในระบบที่ติดตั้งเข้ามาเป็นระบบ ABS นั้น ยังสามารถที่จะพัฒนา หรือเพิ่มงานให้กับระบบทั้งหมดได้เพียงแต่เพิ่มเติมอุปกรณ์เล็กน้อยเข้าไป (น่าจะเรียกได้ว่าการอัพเกรด)
ระบบ ABS จะทำงานต่อเมื่อแป้นเบรกถูกกด (เหยียบ) วงจรของระบบ ABS จึงจะทำงาน ปัญหาหนึ่งที่ผู้ใช้รถประสบกันอยู่ (โดยเฉพาะกับภูมิประเทศหนาว หิมะ ฝนตก ถนนลื่น) ก็คือ เมื่อออกรถ ล้อขับ (ถ้าเป็นขับหลัง ก็คือล้อหลัง ถ้าเป็นขับหน้า ก็คือล้อหน้า) มักจะหมุน (ล้อซ้าย-ขวา) มักจะหมุนด้วยความเร็วที่ไม่เท่ากัน เมื่อสภาพถนนนั้นถูกปกคลุมด้วยหิมะ หรือน้ำ เมื่อล้อขับสองล้อหมุน (ออกตัว) ด้วยความเร็วที่ต่างกัน ทิศทางของรถจึงยากลำบากในการควบคุม
Do It Yourself

ลิมิเต็ดสลิป ทำงานอย่างไร

rutchapong  |  at   02:27

แรกเริ่มเดิมทีนั้น การหลีกเลี่ยง หรือ หลบหลีก เราต้องการเพียงการหยุดรถได้อย่างทันท่วงที หรือทันกับภาวการณ์ที่ต้องการ

ปัญหา ที่เกิดขึ้นก็คือ ล้อทั้งสี่จะล็อกตาย จึงเกิดระบบเบรกแบบ ABS เข้ามาช่วยลดทอนปัญหานั้นไป จากอุปกรณ์ในระบบที่ติดตั้งเข้ามาเป็นระบบ ABS นั้น ยังสามารถที่จะพัฒนา หรือเพิ่มงานให้กับระบบทั้งหมดได้เพียงแต่เพิ่มเติมอุปกรณ์เล็กน้อยเข้าไป (น่าจะเรียกได้ว่าการอัพเกรด)
ระบบ ABS จะทำงานต่อเมื่อแป้นเบรกถูกกด (เหยียบ) วงจรของระบบ ABS จึงจะทำงาน ปัญหาหนึ่งที่ผู้ใช้รถประสบกันอยู่ (โดยเฉพาะกับภูมิประเทศหนาว หิมะ ฝนตก ถนนลื่น) ก็คือ เมื่อออกรถ ล้อขับ (ถ้าเป็นขับหลัง ก็คือล้อหลัง ถ้าเป็นขับหน้า ก็คือล้อหน้า) มักจะหมุน (ล้อซ้าย-ขวา) มักจะหมุนด้วยความเร็วที่ไม่เท่ากัน เมื่อสภาพถนนนั้นถูกปกคลุมด้วยหิมะ หรือน้ำ เมื่อล้อขับสองล้อหมุน (ออกตัว) ด้วยความเร็วที่ต่างกัน ทิศทางของรถจึงยากลำบากในการควบคุม

เปลี่ยนถ่ายระบบของเหลวในรถ

เทคนิครถยนต์: คราวนี้เป็นเรื่องของการเปลี่ยนถ่ายของเหลวจำพวกน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเฟืองท้าย ซึ่งเป็นสิ่งที่เรา ๆ ท่าน ๆ มีความรู้ทางด้านช่างเพียงนิดหน่อยก็สามารถทำได้แล้วไม่ต้องไปคอยง้อช่าง ถึงแม้เราอาจทำได้ไม่รวดเร็วเท่ากับพวกที่มีความชำนาญทางด้านนี้ แต่เมื่อทำได้จะรู้สึกภูมิใจมากขึ้น และที่สำคัญเราจะทำได้ละเอียดรอบคอบกว่าช่างเพราะเราเป็นเจ้าของรถเอง

น้ำมันเครื่อง ที่ปัจจุบันมีหลากหลายทั้งเกรดและราคา มาตรฐานน้ำมันเครื่องของเครื่องยนต์ดีเซลตอนนี้ล่าสุดจะใช้รหัส “CI-4” การเลือกใช้เกรดน้ำมันเครื่องในยุครถยนต์คอมมอนเรลจะกำหนดมาใช้ให้เบอร์ 10 W-30 หรือเบอร์ 15 W-40 แต่ถ้าเป็นเครื่องยนต์ดีเซลที่ไม่ใช่คอมมอนเรล ผมขอแนะนำว่าไม่ควรใช้น้ำมันเครื่องเบอร์ 10 W-30 ในคู่มือประจำรถก็ไม่แนะนำเช่นกันเนื่องจากว่ามันใสไป

น้ำมันเกียร์และน้ำมันเฟืองท้าย ถึงจะเป็นเฟืองเหมือนกันแต่การใช้งานต่างกันถ้าเป็นน้ำมันเกียร์ที่มีใช้ส่วนมากจะเป็นเกรด 90 กับ 140 และจะมีพวกน้ำมันเกียร์แบบมัลติเกรด เราจะเห็นที่ข้างกระป๋องเขียนว่า 85 W-90 หรือ 85 W-140 ส่วนมาตรฐานน้ำมันเกียร์ล่าสุดจะเป็น GL 5 ลองพลิกที่ตัวกระป๋องดูครับมีรายละเอียดที่คุณควรใส่ใจอ่านข้อบ่งใช้ให้ดี นอกจากนี้ตัวน้ำมันเฟืองท้ายยังมีเกรดที่ใช้กับเฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิปโดยเฉพาะอีกด้วย ควรเลือกใช้ให้ถูกต้องตามคู่มือรถ และถ้าเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อนอกจากจะต้องใช้น้ำมันเฟืองท้ายแบบลิมิเต็ดสลิปแล้วยังมีเฟืองท้ายลูกหน้าให้เปลี่ยนถ่ายน้ำมันด้วย เปลี่ยนทีเดียวให้เรียบร้อยไปเลย และถ้าเป็นเกียร์ออโตต้องเป็นน้ำมัน ATF (สำหรับเกียร์อัตโนมัติเท่านั้น) มีมาตรฐานออกมาเป็น Dextron III และล่าสุดกับมาตรฐาน T-IV

มาเริ่มกันเลยจากน้ำมันเฟืองท้ายที่รถคันนี้เป็นรถกระบะขับเคลื่อนสองล้อหลังขั้นตอนแรกต้องเตรียมภาชนะในการรองรับน้ำมันเฟืองท้ายตอนถ่ายออกส่วนมากถ้าไม่มีถาดหรือกะละมังก็ให้ใช้แกลลอนน้ำมันเครื่องเก่าตัดปาดด้านข้างออกให้มีเนื้อที่ในการรองรับน้ำมันเฟืองท้ายให้กว้างหน่อย ป้องกันการเลอะเทอะ จากนั้นเตรียมมุดลงไปอยู่ใต้ท้องรถ ปูกระดาษหรือผ้าใบให้เราสามารถทำงานได้สะดวกไม่ต้องถึงใช้กระดาษเลื่อนหรอกเพราะยิ่งทำให้พื้นที่การทำงานคับแคบไปอีก สำรวจใต้ท้องรถดูสักนิดว่ามีคราบน้ำมันเฟืองท้ายรั่วออกมาบ้างหรือไม่ จะได้ทราบแล้วแก้ไขไปด้วย โดยทั่วไปถ้าเกิดมีการรั่วซึมตัวน็อตถ่ายหรือเติมส่วนมากสาเหตุเกิดจากแหวนรองแบบนี้ซื้อแหวนมาเปลี่ยนน่าจะหายเป็นปลิดทิ้ง ส่วนถ้าเป็นการั่วซึมที่หัวเฟืองท้ายไอ้ตรงที่มีเพลากลางเสียบเข้ามา อันนี้เรื่องใหญ่ต้องถอดมาเปลี่ยนซีลยางกันถึงหายขาดเช่นเดียวกันกับด้านข้างทั้งล้อซ้ายและขวา หากมีการรั่วซึมก็ต้องเปลี่ยนซีลยางเช่นกันครับ เมื่อหาภาชนะรองพร้อมมีกระดาษรองกันพื้นเลอะแล้วก็ให้ใช้ประแจบล็อกเบอร์ 24 ไขน็อตตัวเดิมออกมาให้ได้ก่อน แต่เนื่องจากเนื้อที่ในการออกแรงไม่พอ จึงต้อใช้แม่แรงยกรถแล้วใช้สามขารองให้มั่นคง (ระวังเด็กกับสัตว์เลี้ยงอย่าให้มาป้วนเปี้ยน เดี๋ยวจะเกิดอันตราย) คราวนี้มีเนื้อที่ออกแรงไขออกมาได้สบาย ๆ คงสงสัยแล้วซิว่าจะถ่ายน้ำมันเฟืองท้ายแล้วทำไมไม่ไขน็อตตัวถ่ายออกก่อนนะ เพราะว่าหากเราไปไขน็อตตัวถ่ายออกก่อนมติว่าไขน็อตเดิมไม่ออกอันนี้เรื่องใหญ่ครับจะขยับรถไปไหนก็ไม่ได้ ถ้ามีบล็อกลมก็ไม่มีปัญหา แน่นยังไงก็ไขได้สบาย แต่ถ้าไม่มีให้ทำตามคำแนะนำผมดีที่สุดเพราะหากไขไม่ออกจริง ๆ ยังพอขับรถไปให้ช่างเปลี่ยนได้

เมื่อไขได้แล้วค่อยไปจัดการกับน็อตถ่าย ไขออกแล้วเล็งตรงน้ำมันออกให้ตรงภาชนะรับ รอสักพักเมื่อน้ำมันเก่าไหลออกจนหมด ไขน็อตตัวถ่ายเข้าให้แน่นตามเดิม ใส่น้ำมันเฟืองท้ายใหม่เข้าไปให้เต็มในระดับช่องเติม (รถแต่ละยี่ห้อใช้น้ำมันเฟืองท้ายไม่เท่ากันอยู่ที่ประมาณ 2.5-3 ลิตร ให้ดูในคู่มือประจำรถครับ) เรียบร้อยแล้วจึงไขน็อตให้แน่น ขึ้นแม่แรงนำสามขาลง เป็นอันเสร็จการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเฟืองท้าย
ต่อไปน้ำมันเกียร์ รถเกียร์ธรรมดาจะใช้น้ำมันเกียร์เบอร์ 90 กันทั้งนั้น ยกเว้น ISUZU ยี่ห้อเดียวที่ใช้น้ำมันเกียร์เกรดเดียวกับน้ำมันเครื่อง จึงขอเตือนสำหรับผู้ไม่รู้กันหน่อยว่ารถ ISUZU ถ้าต้องการเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ต้องดูคู่มือให้ละเอียด ที่ไม่เหมือนชาวบ้านเค้าก็เพราะทำเฟืองเกียร์มาละเอียดเพื่อต้องการลดเสียงดังของเกียร์ แบบนี้ถ้าสุ่มสี่สุ่มห้าใช้น้ำมันเกียร์เบอร์ 90 ที่มีความข้นมากจะทำให้น้ำมันเกียร์ไม่สามารถแทรกตัวไปหล่อลื่นตามซอกเล็ก ๆ ของเฟืองเกียร์ได้ เกียร์จึงเข้ายากไป ๆ มาๆ ทำให้เกียร์ไหม้อีกด้วย
ขึ้นแม่แรงแล้วใช้สามขายกไว้ในจุดที่มั่นคงเพื่อความปลอดภัยสำหรับผู้ที่จะต้องมุดลงไปเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ใต้ท้องรถ ตอนถ่ายของเก่าออกไม่ยากเท่าไหร่ ซึ่งการเปลี่ยนน้ำมันเกียร์นั้นพื้นที่ในการทำแคบมากเราจะเห็นตามศูนย์บริการทันสมัยยกรถขึ้นแล้วใช้ระบบมอเตอร์ดูดน้ำมันเก่าถ่ายออกอย่างรวดเร็ว ส่วนการเติมเพียงแหย่สายลงไปในช่องเติมแล้วกด น้ำมันก็จะไหลเข้าอย่างรวดเร็ว ไม่กี่อึดใจก็เต็ม แต่ทำเองบ้านลิฟท์ยกรถไม่มี หลุมเซอร์วิสไม่มี มีเต็มที่ก็แม่แรงเท่านั้น เวลาเติมน้ำมันเกียร์ต้องลำบากแน่นอน ดังนั้นจึงต้องหาวัสดุเหลือใช้มาทำเป็นอุปกรณ์ช่วยในการเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ซะแล้ว

ให้นำกระป๋องน้ำมันเฟืองท้ายที่เติมหมดมาสด ๆ ร้อน ๆ  มาดัดแปลงตัดตูดกระป๋องออกไป คราวนี้หน้าตาคล้ายกรวยกรอกน้ำตรงปลายของกระป๋องที่แหลมนั้นให้ไปหาสายยางอันเล็กมาสวมเข้าไปให้แน่นหนาหน่อยเพื่อป้องกันสายยางหลุด แต่ต้องวัดระยะสายจากตัวเติมน้ำมันเกียร์ที่อยู่ข้างเสื้อเกียร์วัดออกมาให้ได้ระยะทำงานสะดวก เมื่อเสร็จสิ้นการทำอุปกรณ์ช่วยเติมแบบง่าย ๆ แล้วค่อยมุดลงไปเพื่อสอดสายยางด้านที่เหลือเข้าไปในช่องเติมน้ำมันเกียร์ อย่าลืมไขน็อตตัวถ่ายปิดให้เรียบร้อยก่อน น้ำมันเกียร์ของคันนี้จะใช้น้ำมันเครื่องเบอร์ 10 W-30 เพราะรถคันนี้เป็น ISUZU ตอนเติมอาจช้าหน่อยเพราะใช้เพียงหลักการแรงดึงดูดของโลก น้ำจะไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ เราจึงยกระดับของตัวกระป๋องน้ำมันเฟืองท้ายให้สูงขึ้นแล้วเติมน้ำมันเครื่องเบอร์ 10 W-30 น้ำมันค่อย ๆ ไหลลงไป ขั้นตอนนี้ต้องคอยดูด้วยว่าสายอีกด้านหนึ่งยังเสียบอยู่ที่ช่องเติมหรือไม่ ส่วนเรื่องเติมนั้นง่ายมากถ้าน้ำมันล้นอออกมาจากรูเติมแสดงว่าเต็มแล้ว นำสายยางออกแล้วไขปิดให้แน่นจากนั้นจัดการเช็คการรั่วซึมให้เรียบร้อย

ต่อจากนั้นก็เป็นการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องซึ่งในคราวนี้เราจะยังไม่เปลี่ยนกรองน้ำมันเครื่องตามคู่มือบอกว่าสามารถใช้ได้นานถึง 10,000 กม. เมื่อเป็นแบบนั้นเราจึงเล็งเห็นว่าประหยัดเสียแต่ค่าน้ำมันเครื่องเท่านั้น ตอนนี้ทางด้านหน้ายังคงขึ้นสามขาอยู่ได้โอกาสไขน็อตถ่ายน้ำมันเครื่องไปด้วย หาภาชนะรองน้ำมันเครื่องให้ดีเพราะน้ำมันเครื่องมีปริมาณมากกว่าน้ำมันเกียร์และน้ำมันเฟืองท้าย ถ้าล้นมาแล้วจะยุ่ง เมื่อเปิดตัวถ่ายออกได้แล้วอย่าลืมไปเปิดตัวเตติมออกด้วยจะทำให้น้ำมันไหลออกได้คล่องขึ้นรอให้น้ำมันไหลออกให้หมดก่อนแล้วจึงปิดรูถ่ายให้เรียบร้อย นำน้ำมันเครื่องที่เหลือจากการเติมเกียร์มาใส่เครื่องยนต์ได้เลยรับรองว่าไม่พอต้องเปิดอีกแกลลอนเติมให้ได้ปริมาตรรวม 6 ลิตร

ปิดฝาเติมสตาร์ทเครื่องสักครู่ ดับเครื่องยนต์ทิ้งไว้ 30 นาที แล้วมาเช็คระดับน้ำมันเครื่องใหม่ถ้าขาดก็เติมถ้าเกินต้องถ่ายออกระวังอย่าให้มากหรือน้อยกว่าที่กำหนด เพียงแค่นี้ขั้นตอนในการเปลี่ยนถ่ายของเหลวสามอย่างก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์

เทคนิครถยนต์:


Do It Yourself

เปลี่ยนถ่ายระบบของเหลวในรถ

rutchapong  |  at   06:23

เปลี่ยนถ่ายระบบของเหลวในรถ

เทคนิครถยนต์: คราวนี้เป็นเรื่องของการเปลี่ยนถ่ายของเหลวจำพวกน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเฟืองท้าย ซึ่งเป็นสิ่งที่เรา ๆ ท่าน ๆ มีความรู้ทางด้านช่างเพียงนิดหน่อยก็สามารถทำได้แล้วไม่ต้องไปคอยง้อช่าง ถึงแม้เราอาจทำได้ไม่รวดเร็วเท่ากับพวกที่มีความชำนาญทางด้านนี้ แต่เมื่อทำได้จะรู้สึกภูมิใจมากขึ้น และที่สำคัญเราจะทำได้ละเอียดรอบคอบกว่าช่างเพราะเราเป็นเจ้าของรถเอง

น้ำมันเครื่อง ที่ปัจจุบันมีหลากหลายทั้งเกรดและราคา มาตรฐานน้ำมันเครื่องของเครื่องยนต์ดีเซลตอนนี้ล่าสุดจะใช้รหัส “CI-4” การเลือกใช้เกรดน้ำมันเครื่องในยุครถยนต์คอมมอนเรลจะกำหนดมาใช้ให้เบอร์ 10 W-30 หรือเบอร์ 15 W-40 แต่ถ้าเป็นเครื่องยนต์ดีเซลที่ไม่ใช่คอมมอนเรล ผมขอแนะนำว่าไม่ควรใช้น้ำมันเครื่องเบอร์ 10 W-30 ในคู่มือประจำรถก็ไม่แนะนำเช่นกันเนื่องจากว่ามันใสไป

น้ำมันเกียร์และน้ำมันเฟืองท้าย ถึงจะเป็นเฟืองเหมือนกันแต่การใช้งานต่างกันถ้าเป็นน้ำมันเกียร์ที่มีใช้ส่วนมากจะเป็นเกรด 90 กับ 140 และจะมีพวกน้ำมันเกียร์แบบมัลติเกรด เราจะเห็นที่ข้างกระป๋องเขียนว่า 85 W-90 หรือ 85 W-140 ส่วนมาตรฐานน้ำมันเกียร์ล่าสุดจะเป็น GL 5 ลองพลิกที่ตัวกระป๋องดูครับมีรายละเอียดที่คุณควรใส่ใจอ่านข้อบ่งใช้ให้ดี นอกจากนี้ตัวน้ำมันเฟืองท้ายยังมีเกรดที่ใช้กับเฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิปโดยเฉพาะอีกด้วย ควรเลือกใช้ให้ถูกต้องตามคู่มือรถ และถ้าเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อนอกจากจะต้องใช้น้ำมันเฟืองท้ายแบบลิมิเต็ดสลิปแล้วยังมีเฟืองท้ายลูกหน้าให้เปลี่ยนถ่ายน้ำมันด้วย เปลี่ยนทีเดียวให้เรียบร้อยไปเลย และถ้าเป็นเกียร์ออโตต้องเป็นน้ำมัน ATF (สำหรับเกียร์อัตโนมัติเท่านั้น) มีมาตรฐานออกมาเป็น Dextron III และล่าสุดกับมาตรฐาน T-IV

มาเริ่มกันเลยจากน้ำมันเฟืองท้ายที่รถคันนี้เป็นรถกระบะขับเคลื่อนสองล้อหลังขั้นตอนแรกต้องเตรียมภาชนะในการรองรับน้ำมันเฟืองท้ายตอนถ่ายออกส่วนมากถ้าไม่มีถาดหรือกะละมังก็ให้ใช้แกลลอนน้ำมันเครื่องเก่าตัดปาดด้านข้างออกให้มีเนื้อที่ในการรองรับน้ำมันเฟืองท้ายให้กว้างหน่อย ป้องกันการเลอะเทอะ จากนั้นเตรียมมุดลงไปอยู่ใต้ท้องรถ ปูกระดาษหรือผ้าใบให้เราสามารถทำงานได้สะดวกไม่ต้องถึงใช้กระดาษเลื่อนหรอกเพราะยิ่งทำให้พื้นที่การทำงานคับแคบไปอีก สำรวจใต้ท้องรถดูสักนิดว่ามีคราบน้ำมันเฟืองท้ายรั่วออกมาบ้างหรือไม่ จะได้ทราบแล้วแก้ไขไปด้วย โดยทั่วไปถ้าเกิดมีการรั่วซึมตัวน็อตถ่ายหรือเติมส่วนมากสาเหตุเกิดจากแหวนรองแบบนี้ซื้อแหวนมาเปลี่ยนน่าจะหายเป็นปลิดทิ้ง ส่วนถ้าเป็นการั่วซึมที่หัวเฟืองท้ายไอ้ตรงที่มีเพลากลางเสียบเข้ามา อันนี้เรื่องใหญ่ต้องถอดมาเปลี่ยนซีลยางกันถึงหายขาดเช่นเดียวกันกับด้านข้างทั้งล้อซ้ายและขวา หากมีการรั่วซึมก็ต้องเปลี่ยนซีลยางเช่นกันครับ เมื่อหาภาชนะรองพร้อมมีกระดาษรองกันพื้นเลอะแล้วก็ให้ใช้ประแจบล็อกเบอร์ 24 ไขน็อตตัวเดิมออกมาให้ได้ก่อน แต่เนื่องจากเนื้อที่ในการออกแรงไม่พอ จึงต้อใช้แม่แรงยกรถแล้วใช้สามขารองให้มั่นคง (ระวังเด็กกับสัตว์เลี้ยงอย่าให้มาป้วนเปี้ยน เดี๋ยวจะเกิดอันตราย) คราวนี้มีเนื้อที่ออกแรงไขออกมาได้สบาย ๆ คงสงสัยแล้วซิว่าจะถ่ายน้ำมันเฟืองท้ายแล้วทำไมไม่ไขน็อตตัวถ่ายออกก่อนนะ เพราะว่าหากเราไปไขน็อตตัวถ่ายออกก่อนมติว่าไขน็อตเดิมไม่ออกอันนี้เรื่องใหญ่ครับจะขยับรถไปไหนก็ไม่ได้ ถ้ามีบล็อกลมก็ไม่มีปัญหา แน่นยังไงก็ไขได้สบาย แต่ถ้าไม่มีให้ทำตามคำแนะนำผมดีที่สุดเพราะหากไขไม่ออกจริง ๆ ยังพอขับรถไปให้ช่างเปลี่ยนได้

เมื่อไขได้แล้วค่อยไปจัดการกับน็อตถ่าย ไขออกแล้วเล็งตรงน้ำมันออกให้ตรงภาชนะรับ รอสักพักเมื่อน้ำมันเก่าไหลออกจนหมด ไขน็อตตัวถ่ายเข้าให้แน่นตามเดิม ใส่น้ำมันเฟืองท้ายใหม่เข้าไปให้เต็มในระดับช่องเติม (รถแต่ละยี่ห้อใช้น้ำมันเฟืองท้ายไม่เท่ากันอยู่ที่ประมาณ 2.5-3 ลิตร ให้ดูในคู่มือประจำรถครับ) เรียบร้อยแล้วจึงไขน็อตให้แน่น ขึ้นแม่แรงนำสามขาลง เป็นอันเสร็จการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเฟืองท้าย
ต่อไปน้ำมันเกียร์ รถเกียร์ธรรมดาจะใช้น้ำมันเกียร์เบอร์ 90 กันทั้งนั้น ยกเว้น ISUZU ยี่ห้อเดียวที่ใช้น้ำมันเกียร์เกรดเดียวกับน้ำมันเครื่อง จึงขอเตือนสำหรับผู้ไม่รู้กันหน่อยว่ารถ ISUZU ถ้าต้องการเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ต้องดูคู่มือให้ละเอียด ที่ไม่เหมือนชาวบ้านเค้าก็เพราะทำเฟืองเกียร์มาละเอียดเพื่อต้องการลดเสียงดังของเกียร์ แบบนี้ถ้าสุ่มสี่สุ่มห้าใช้น้ำมันเกียร์เบอร์ 90 ที่มีความข้นมากจะทำให้น้ำมันเกียร์ไม่สามารถแทรกตัวไปหล่อลื่นตามซอกเล็ก ๆ ของเฟืองเกียร์ได้ เกียร์จึงเข้ายากไป ๆ มาๆ ทำให้เกียร์ไหม้อีกด้วย
ขึ้นแม่แรงแล้วใช้สามขายกไว้ในจุดที่มั่นคงเพื่อความปลอดภัยสำหรับผู้ที่จะต้องมุดลงไปเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ใต้ท้องรถ ตอนถ่ายของเก่าออกไม่ยากเท่าไหร่ ซึ่งการเปลี่ยนน้ำมันเกียร์นั้นพื้นที่ในการทำแคบมากเราจะเห็นตามศูนย์บริการทันสมัยยกรถขึ้นแล้วใช้ระบบมอเตอร์ดูดน้ำมันเก่าถ่ายออกอย่างรวดเร็ว ส่วนการเติมเพียงแหย่สายลงไปในช่องเติมแล้วกด น้ำมันก็จะไหลเข้าอย่างรวดเร็ว ไม่กี่อึดใจก็เต็ม แต่ทำเองบ้านลิฟท์ยกรถไม่มี หลุมเซอร์วิสไม่มี มีเต็มที่ก็แม่แรงเท่านั้น เวลาเติมน้ำมันเกียร์ต้องลำบากแน่นอน ดังนั้นจึงต้องหาวัสดุเหลือใช้มาทำเป็นอุปกรณ์ช่วยในการเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ซะแล้ว

ให้นำกระป๋องน้ำมันเฟืองท้ายที่เติมหมดมาสด ๆ ร้อน ๆ  มาดัดแปลงตัดตูดกระป๋องออกไป คราวนี้หน้าตาคล้ายกรวยกรอกน้ำตรงปลายของกระป๋องที่แหลมนั้นให้ไปหาสายยางอันเล็กมาสวมเข้าไปให้แน่นหนาหน่อยเพื่อป้องกันสายยางหลุด แต่ต้องวัดระยะสายจากตัวเติมน้ำมันเกียร์ที่อยู่ข้างเสื้อเกียร์วัดออกมาให้ได้ระยะทำงานสะดวก เมื่อเสร็จสิ้นการทำอุปกรณ์ช่วยเติมแบบง่าย ๆ แล้วค่อยมุดลงไปเพื่อสอดสายยางด้านที่เหลือเข้าไปในช่องเติมน้ำมันเกียร์ อย่าลืมไขน็อตตัวถ่ายปิดให้เรียบร้อยก่อน น้ำมันเกียร์ของคันนี้จะใช้น้ำมันเครื่องเบอร์ 10 W-30 เพราะรถคันนี้เป็น ISUZU ตอนเติมอาจช้าหน่อยเพราะใช้เพียงหลักการแรงดึงดูดของโลก น้ำจะไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ เราจึงยกระดับของตัวกระป๋องน้ำมันเฟืองท้ายให้สูงขึ้นแล้วเติมน้ำมันเครื่องเบอร์ 10 W-30 น้ำมันค่อย ๆ ไหลลงไป ขั้นตอนนี้ต้องคอยดูด้วยว่าสายอีกด้านหนึ่งยังเสียบอยู่ที่ช่องเติมหรือไม่ ส่วนเรื่องเติมนั้นง่ายมากถ้าน้ำมันล้นอออกมาจากรูเติมแสดงว่าเต็มแล้ว นำสายยางออกแล้วไขปิดให้แน่นจากนั้นจัดการเช็คการรั่วซึมให้เรียบร้อย

ต่อจากนั้นก็เป็นการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องซึ่งในคราวนี้เราจะยังไม่เปลี่ยนกรองน้ำมันเครื่องตามคู่มือบอกว่าสามารถใช้ได้นานถึง 10,000 กม. เมื่อเป็นแบบนั้นเราจึงเล็งเห็นว่าประหยัดเสียแต่ค่าน้ำมันเครื่องเท่านั้น ตอนนี้ทางด้านหน้ายังคงขึ้นสามขาอยู่ได้โอกาสไขน็อตถ่ายน้ำมันเครื่องไปด้วย หาภาชนะรองน้ำมันเครื่องให้ดีเพราะน้ำมันเครื่องมีปริมาณมากกว่าน้ำมันเกียร์และน้ำมันเฟืองท้าย ถ้าล้นมาแล้วจะยุ่ง เมื่อเปิดตัวถ่ายออกได้แล้วอย่าลืมไปเปิดตัวเตติมออกด้วยจะทำให้น้ำมันไหลออกได้คล่องขึ้นรอให้น้ำมันไหลออกให้หมดก่อนแล้วจึงปิดรูถ่ายให้เรียบร้อย นำน้ำมันเครื่องที่เหลือจากการเติมเกียร์มาใส่เครื่องยนต์ได้เลยรับรองว่าไม่พอต้องเปิดอีกแกลลอนเติมให้ได้ปริมาตรรวม 6 ลิตร

ปิดฝาเติมสตาร์ทเครื่องสักครู่ ดับเครื่องยนต์ทิ้งไว้ 30 นาที แล้วมาเช็คระดับน้ำมันเครื่องใหม่ถ้าขาดก็เติมถ้าเกินต้องถ่ายออกระวังอย่าให้มากหรือน้อยกว่าที่กำหนด เพียงแค่นี้ขั้นตอนในการเปลี่ยนถ่ายของเหลวสามอย่างก็เป็นอันเสร็จสมบูรณ์

เทคนิครถยนต์:


วิธีล้างห้องเครื่องอย่างถูกวิธี

            ในห้องเครื่องนั้นเนืองแน่นไปด้วยอุปกรณ์ชิ้นส่วนหลากหลาย โดยเฉพาะอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์และไฟฟ้า ซึ่งไม่ชอบน้ำ จึงทำให้บ่อยครั้งที่การล้างห้องเครื่องเองเกิดปัญหาตามมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเดินไม่เต็มสูบบ้าง , ไฟ Check Engine โชว์ , อุปกรณ์ไม่ทำงาน ฯลฯ ยิ่งรถเก่ายิ่งไม่ค่อยนำเสี่ยง หลังจากที่ได้ลองศึกษาดูก็พบว่าหลักสำคัญในการล้างห้องเครื่องไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการ พยายาม “ใช้น้ำให้น้อยที่สุด” เพื่อไม่ให้มีปัญหากับอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิคส์รวมทั้งสนิม จึงใช้น้ำยาแบบโฟมทำความสะอาดห้องเครื่อง โดยเฉพาะซึ่งมีให้เลือกหลายยี่ห้อ

            หลังจากที่ได้น้ำยาทำความสะอาดมาแล้ว ที่เหลือก็คือเตรียมอุปกรณ์ตัวประกอบมาให้พร้อม ซึ่งก็จะประกอบไปด้วยโบลว์เออร์สำหรับป่าไล่น้ำหลังล้างเสร็จ ฟองน้ำแบบไม่ต้องหนามาก แปรงสีฟันขนนุ่ม ๆ ถุงมือยาง ถุงพลาสติกใบเล็ก ๆ และผ้าเทปอีกม้วน สองสิ่งสุดท้ายเอาไว้หุ้มปิดอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบอิเล็กทรอนิคส์และไฟฟ้าให้มิดชิด เช่น เซ็นเซอร์ ปลั๊กสายไฟ จานจ่าย และสายหัวเทียน ทิ้งเครื่องยนต์ให้เย็นสนิทก่อน เพื่อไม่ใช้ชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ที่ยังร้อนอยู่แล้วมาเจอของเย็น ๆ จนบิดตัวหรือร้าว ที่สำคัญมือไม่พอง จัดไปซะ 1 ซม. เพื่อรอให้เครื่องมันเย็นตัวตามธรรมชาตินั่นเองและเตรียมถอดแบตเตอรี่เพราะมันเป็นแหล่งจ่ายกระแสไฟที่พร้อมจะช็อตได้ตลอดเวลา หากว่ามีน้ำเข้าเป็นตัวกลางเชื่อมประสานระหว่างขั้ว + และขั้ว – หลังจากที่โยกย้ายแบตเตอรี่ออกแล้วให้หุ้มขั้วทั้ง 2 ด้วยถุงพลาสติกป้องกันไม่ให้น้ำขังอยู่ที่ขั้ว

            อยากจะถอดอะไรก็ถอดเลย เราเลือกถอดกรองอากาศออกทั้งยวง เพื่อจะทำความสะอาดได้อย่างทั่วถึง ทั้งที่ตัวหม้อกรองและบริเวณที่คุณต้องการทำความสะอาด น้ำยาแบบโฟมจะพุ่งตรงเข้าไปยังบริเวณที่ต้องการได้ทันที รอซัก 5 นาทีเพื่อให้น้ำยาชะล้างเอาคราบสิ่งสกปรกออกไป ถ้ายังไม่เป็นที่พอใจก็จัดการเอาฟองน้ำหรือแปรงสีฟันที่เตรียมไว้ค่อย ๆ ขัด ค่อย ๆถูไปเรื่อย ๆ ยิ่งตามซอกตามหลืบที่ซอกซอนลำบากนี่ตัวดีเลย จากนั้นก็ค่อยเอาน้ำล้างออก ถ้าก๊อกน้ำอยู่ไกลก็ใส่กระป๋องใบใหญ่ ๆ แล้วเอาขวดน้ำตัดครึ่งตัดเทก็ได้ แต่ถ้าก๊อกน้ำอยู่ใกล้ก็ใช้แรงดันต่ำค่อย ๆ ล้างออก ห้ามเปิดน้ำแรงเด็ดขาด เดี๋ยวงานเข้า โดยเฉพาะแถว ๆ เซ็นเซอร์และปลั๊กไฟ เลี่ยงได้ควรเลี่ยง

            โดยเริ่มจากฝาครอบวาล์วกันก่อน เนื่องจากเป็นชิ้นส่วนที่เห็นได้ชัดเจนยามที่เปิดกระโปรง ก็เลยต้องโดนเป็นไม้แรก จากนั้นก็ลุกลามไปยังส่วนอื่น ๆ ทั้งมุมหน้าซ้าย-ขวา , ผนังห้องเครื่อง , เสื้อสูบ , ซุ้มล้อซ้าย-ขวา ฯลฯ ซึ่งถ้าเป็นบริเวณผนังห้องเครื่อง พอล้างด้วยน้ำแล้วมันจะดูด่าง ๆ ก็ไม่ต้องตกใจ เนื่องจากพอแห้งแล้วสีมันก็จะกลับมาเงาเหมือนเดิม กรณีที่เป็นพื้นที่ ๆ ค่อนข้างเปลือยโล่งการทำความสะอาดก็คงจะง่ายหน่อย แต่ถ้าเป็นบริเวณที่ยากต่อการเข้าถึงก็คงจะต้องใช้วิทยายุทธ์ของแต่ละคนในห้องเครื่องเต็มไปด้วยขอบคมควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ อาจจะต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะนอกจากชิ้นส่วนที่มองเห็น ตอนที่เปิดฝากระโปรงแล้ว ต่ำลงไปมันยังมีคราบสกปรกเกาะอยู่อีกเพียบ ทั้งผนังห้องเครื่องด้านล่าง , เสื้อเกียร์ด้านใน,ยางแท่นเครื่อง-เกียร์และซับเฟรม ถ้าหากน้ำยายังไม่หมด คุณยังไม่เมื่อย และไม่ได้รีบไปไหนก็จัดดไปอย่าให้เสียครับ ล้างเสร็จแล้วถ้ามีโบลวเออร์ก็จัดการนำมาเป่าซอกไหนซอยไหก็เป่ามันเข้าไป ป้องกันไม่ให้น้ำขังอยู่ตามจุดต่าง ๆ แต่ถ้าไม่มีก็ให้เอาผ้าคอยซับน้ำทิ้ง หรือจะใช้พวกน้ำมันอเนกประสงค์ไล่ฉีดตามจุดต่าง ๆ ก็ได้เหมือนกัน เพราะน้ำมันเหล่านี้มีคุณสมบัติไล่ความชื้นในตัวอยู่แล้ว ตามด้วยการใส่แบตเตอรี่เข้าตามเดิม ส่วนขั้วก็ใส่ + ก่อนนะครับ แล้วค่อยตามด้วยขั้ว – นอกจากนี้ก็ยังมีน้ำยาเคลือบเงาสำหรับชิ้นส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะด้วย จะเอามาลงซะเลยก็ดี

            หลังจากที่ประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าที่ตามเดิมแล้ว ก็ลองสตาร์ทเครื่องได้เลย แต่ตอนที่เครื่องมันหมุนช่วงแรก ๆ อาจจะมีเสียงบ้างก็ไม่ต้องตกใจ เนื่องจากสายพานหน้าเครื่องมันโดยความชื้นจนเกิดเสียงนั่นเอง พอน้ำเริ่มระเหยแห้งก็เงียบเป็นปกติ ติดเครื่องไว้ซักพัก ลองเร่งเครื่องดู เพื่อเช็คดูว่าทุกระบบทำงานเป็นปกติหรือเปล่า ? หากเดินครบสูบ-รอบเครื่องไม่สะดุด และพัดลมทำงานก็แสดงว่าคุณประสบความสำเร็จแล้วล่ะครับ การล้างห้องเครื่องนอกจากความสะอาดแล้วยังช่วยให้สามารถตรวจเช็คสภาพอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้จากที่มองไม่ค่อยเห็นเพราะคราบสกปรกบดบังอยู่
Do It Yourself

วิธีล้างห้องเครื่องอย่างถูกวิธี

rutchapong  |  at   06:25

วิธีล้างห้องเครื่องอย่างถูกวิธี

            ในห้องเครื่องนั้นเนืองแน่นไปด้วยอุปกรณ์ชิ้นส่วนหลากหลาย โดยเฉพาะอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์และไฟฟ้า ซึ่งไม่ชอบน้ำ จึงทำให้บ่อยครั้งที่การล้างห้องเครื่องเองเกิดปัญหาตามมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเดินไม่เต็มสูบบ้าง , ไฟ Check Engine โชว์ , อุปกรณ์ไม่ทำงาน ฯลฯ ยิ่งรถเก่ายิ่งไม่ค่อยนำเสี่ยง หลังจากที่ได้ลองศึกษาดูก็พบว่าหลักสำคัญในการล้างห้องเครื่องไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการ พยายาม “ใช้น้ำให้น้อยที่สุด” เพื่อไม่ให้มีปัญหากับอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิคส์รวมทั้งสนิม จึงใช้น้ำยาแบบโฟมทำความสะอาดห้องเครื่อง โดยเฉพาะซึ่งมีให้เลือกหลายยี่ห้อ

            หลังจากที่ได้น้ำยาทำความสะอาดมาแล้ว ที่เหลือก็คือเตรียมอุปกรณ์ตัวประกอบมาให้พร้อม ซึ่งก็จะประกอบไปด้วยโบลว์เออร์สำหรับป่าไล่น้ำหลังล้างเสร็จ ฟองน้ำแบบไม่ต้องหนามาก แปรงสีฟันขนนุ่ม ๆ ถุงมือยาง ถุงพลาสติกใบเล็ก ๆ และผ้าเทปอีกม้วน สองสิ่งสุดท้ายเอาไว้หุ้มปิดอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบอิเล็กทรอนิคส์และไฟฟ้าให้มิดชิด เช่น เซ็นเซอร์ ปลั๊กสายไฟ จานจ่าย และสายหัวเทียน ทิ้งเครื่องยนต์ให้เย็นสนิทก่อน เพื่อไม่ใช้ชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ที่ยังร้อนอยู่แล้วมาเจอของเย็น ๆ จนบิดตัวหรือร้าว ที่สำคัญมือไม่พอง จัดไปซะ 1 ซม. เพื่อรอให้เครื่องมันเย็นตัวตามธรรมชาตินั่นเองและเตรียมถอดแบตเตอรี่เพราะมันเป็นแหล่งจ่ายกระแสไฟที่พร้อมจะช็อตได้ตลอดเวลา หากว่ามีน้ำเข้าเป็นตัวกลางเชื่อมประสานระหว่างขั้ว + และขั้ว – หลังจากที่โยกย้ายแบตเตอรี่ออกแล้วให้หุ้มขั้วทั้ง 2 ด้วยถุงพลาสติกป้องกันไม่ให้น้ำขังอยู่ที่ขั้ว

            อยากจะถอดอะไรก็ถอดเลย เราเลือกถอดกรองอากาศออกทั้งยวง เพื่อจะทำความสะอาดได้อย่างทั่วถึง ทั้งที่ตัวหม้อกรองและบริเวณที่คุณต้องการทำความสะอาด น้ำยาแบบโฟมจะพุ่งตรงเข้าไปยังบริเวณที่ต้องการได้ทันที รอซัก 5 นาทีเพื่อให้น้ำยาชะล้างเอาคราบสิ่งสกปรกออกไป ถ้ายังไม่เป็นที่พอใจก็จัดการเอาฟองน้ำหรือแปรงสีฟันที่เตรียมไว้ค่อย ๆ ขัด ค่อย ๆถูไปเรื่อย ๆ ยิ่งตามซอกตามหลืบที่ซอกซอนลำบากนี่ตัวดีเลย จากนั้นก็ค่อยเอาน้ำล้างออก ถ้าก๊อกน้ำอยู่ไกลก็ใส่กระป๋องใบใหญ่ ๆ แล้วเอาขวดน้ำตัดครึ่งตัดเทก็ได้ แต่ถ้าก๊อกน้ำอยู่ใกล้ก็ใช้แรงดันต่ำค่อย ๆ ล้างออก ห้ามเปิดน้ำแรงเด็ดขาด เดี๋ยวงานเข้า โดยเฉพาะแถว ๆ เซ็นเซอร์และปลั๊กไฟ เลี่ยงได้ควรเลี่ยง

            โดยเริ่มจากฝาครอบวาล์วกันก่อน เนื่องจากเป็นชิ้นส่วนที่เห็นได้ชัดเจนยามที่เปิดกระโปรง ก็เลยต้องโดนเป็นไม้แรก จากนั้นก็ลุกลามไปยังส่วนอื่น ๆ ทั้งมุมหน้าซ้าย-ขวา , ผนังห้องเครื่อง , เสื้อสูบ , ซุ้มล้อซ้าย-ขวา ฯลฯ ซึ่งถ้าเป็นบริเวณผนังห้องเครื่อง พอล้างด้วยน้ำแล้วมันจะดูด่าง ๆ ก็ไม่ต้องตกใจ เนื่องจากพอแห้งแล้วสีมันก็จะกลับมาเงาเหมือนเดิม กรณีที่เป็นพื้นที่ ๆ ค่อนข้างเปลือยโล่งการทำความสะอาดก็คงจะง่ายหน่อย แต่ถ้าเป็นบริเวณที่ยากต่อการเข้าถึงก็คงจะต้องใช้วิทยายุทธ์ของแต่ละคนในห้องเครื่องเต็มไปด้วยขอบคมควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ อาจจะต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะนอกจากชิ้นส่วนที่มองเห็น ตอนที่เปิดฝากระโปรงแล้ว ต่ำลงไปมันยังมีคราบสกปรกเกาะอยู่อีกเพียบ ทั้งผนังห้องเครื่องด้านล่าง , เสื้อเกียร์ด้านใน,ยางแท่นเครื่อง-เกียร์และซับเฟรม ถ้าหากน้ำยายังไม่หมด คุณยังไม่เมื่อย และไม่ได้รีบไปไหนก็จัดดไปอย่าให้เสียครับ ล้างเสร็จแล้วถ้ามีโบลวเออร์ก็จัดการนำมาเป่าซอกไหนซอยไหก็เป่ามันเข้าไป ป้องกันไม่ให้น้ำขังอยู่ตามจุดต่าง ๆ แต่ถ้าไม่มีก็ให้เอาผ้าคอยซับน้ำทิ้ง หรือจะใช้พวกน้ำมันอเนกประสงค์ไล่ฉีดตามจุดต่าง ๆ ก็ได้เหมือนกัน เพราะน้ำมันเหล่านี้มีคุณสมบัติไล่ความชื้นในตัวอยู่แล้ว ตามด้วยการใส่แบตเตอรี่เข้าตามเดิม ส่วนขั้วก็ใส่ + ก่อนนะครับ แล้วค่อยตามด้วยขั้ว – นอกจากนี้ก็ยังมีน้ำยาเคลือบเงาสำหรับชิ้นส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะด้วย จะเอามาลงซะเลยก็ดี

            หลังจากที่ประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าที่ตามเดิมแล้ว ก็ลองสตาร์ทเครื่องได้เลย แต่ตอนที่เครื่องมันหมุนช่วงแรก ๆ อาจจะมีเสียงบ้างก็ไม่ต้องตกใจ เนื่องจากสายพานหน้าเครื่องมันโดยความชื้นจนเกิดเสียงนั่นเอง พอน้ำเริ่มระเหยแห้งก็เงียบเป็นปกติ ติดเครื่องไว้ซักพัก ลองเร่งเครื่องดู เพื่อเช็คดูว่าทุกระบบทำงานเป็นปกติหรือเปล่า ? หากเดินครบสูบ-รอบเครื่องไม่สะดุด และพัดลมทำงานก็แสดงว่าคุณประสบความสำเร็จแล้วล่ะครับ การล้างห้องเครื่องนอกจากความสะอาดแล้วยังช่วยให้สามารถตรวจเช็คสภาพอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้จากที่มองไม่ค่อยเห็นเพราะคราบสกปรกบดบังอยู่

เรื่องของระบบหล่อเย็น

            ระบบหล่อเย็น คือขบวนการที่ทำให้อุณหภูมิของเครื่องยนต์ในขณะทำงานอยู่ในจุดที่เหมาะสม ไม่ร้อนเกินไปและไม่เย็นเกินไป ถือว่าเป็นระบบสำคัญและมักจะเป็นระบบที่สร้างปัญหาและความเสียหายให้กับรถบ่อยที่สุดอีกระบบหนึ่ง หน้าที่ของระบบหล่อเย็น  หน้าที่หลักของระบบหล่อเย็นนี้คือ การรักษาอุณหภูมิของเครื่องยนต์ให้เหมาะสมโดยจะระบายความร้อนทีเกิดจากการเผาไหม้ของส่วนผสมเชื้อเพลิง ซึ่งประมาณ 33 เปอร์เซ็นต์ของความร้อนทั้งหมด จะถูกเปลี่ยนไปใช้เป็นพลังอีก 7 เปอร์เซ็นต์จะมีการระบายออกตามส่วนต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ 30 เปอร์เซ็นต์จะออกไปพร้อมกับไอเสียส่วน 30 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือจะถูกระบายด้วยระบบหล่อเย็น ขั้นตอนการทำงานก็ง่าย ๆ ตัวปั๊มน้ำจะผลักดันให้น้ำในระบบไหลผ่านไปตามทางเดินของเสื้อสูบ แล้วดูดเอาความร้อนจากเครื่องเอาไว้ ต่อจากนั้นก็ไหลไปยังหม้อน้ำแล้วระบายความร้อนที่รับมาออกสู่อากาศ

            ปัญหาของระบบ  หากระบบหล่อเย็นมีการระบายความร้อนออกมากจนเกินไป จะมีผลเกี่ยวเนื่องไปถึงระบบหล่อลื่นด้วย เพราะว่าเมื่ออุณหภูมิต่ำเกินไป น้ำมันเครื่องก็จะไม่ร้อน พอที่จะไหลไปเคลือบชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ได้ดีเท่าที่ควร ถึงแม้จะใช้น้ำมันเครื่องแบบมัลติเกรดแล้วก็ตาม นอกจานี้ก็ยังมีปัญหาเรื่องการขยายตัวของชิ้นส่วนซึ่งยังไม่เข้าที่ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญอันก่อให้เกิดความเสียหายกับชิ้นส่วนในเครื่องยนต์ได้  และหากระบบหล่อเย็นทำงานน้อยเกินไปก็จะสร้างปัญหาได้เช่นกัน ในกรณีที่เครื่องยนต์มีอุณหภูมิสูงจะทำให้น้ำมันเครื่องร้อนจนสูญเสียคุณสมบัติในการหล่อลื่น เพราะเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นน้ำมันเครื่องก็จะใสลงจนกระทั่งอาจจะหมดประสิทธิภาพที่เหมาะสมไป ไม่สามารทำตัวเป็นฟิล์มเคลือบระหว่างชิ้นส่วนที่ขยับเคลื่อนไหวได้ ทำให้ชิ้นส่วนต่าง ๆ เกิดการเสียดสีกันโดยตรง เป็นต้นเหตุทำให้เกิดการสึกหรอขึ้นอย่างมาก ของพวกแหวนและกระบอกสูบ ทำให้ลูกสูบและแบริ่งมีรอยขูด หรือถ้าเครื่องยนต์ร้อนจัดมาก ๆ ก็จะทำให้ลูกสูบไหม้ นอกจากนี้ยังสามารถทำให้ปะเก็นและฝาสูบแตกร้าวได้

            จึงควรจะต้องดูแลเอาใจใส่เรื่องของการระบายความร้อน ตรวจเช็คและบำรุงรักษากันตลอดเวลา โดยเฉพาะในเรื่องของระดับน้ำทั้งที่ถังพักน้ำและในหม้อน้ำรวมทั้งในส่วนของพวกท่อยางทางเดิ่นน้ำต่าง ๆ ระบบปั๊มน้ำ ตรวจดูรังผึ้งหม้อน้ำว่ามีการอุดตันเสื่อมสภาพหรือไม่ เจอจุดปัญหาแล้วก็ควรรีบซ่อมแซมแก้ไข อย่าผัดวันประกันพรุ่ง เพราะอาจจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างอื่นตามมาได้

Do It Yourself

เรื่องของระบบหล่อเย็น

rutchapong  |  at   06:10

เรื่องของระบบหล่อเย็น

            ระบบหล่อเย็น คือขบวนการที่ทำให้อุณหภูมิของเครื่องยนต์ในขณะทำงานอยู่ในจุดที่เหมาะสม ไม่ร้อนเกินไปและไม่เย็นเกินไป ถือว่าเป็นระบบสำคัญและมักจะเป็นระบบที่สร้างปัญหาและความเสียหายให้กับรถบ่อยที่สุดอีกระบบหนึ่ง หน้าที่ของระบบหล่อเย็น  หน้าที่หลักของระบบหล่อเย็นนี้คือ การรักษาอุณหภูมิของเครื่องยนต์ให้เหมาะสมโดยจะระบายความร้อนทีเกิดจากการเผาไหม้ของส่วนผสมเชื้อเพลิง ซึ่งประมาณ 33 เปอร์เซ็นต์ของความร้อนทั้งหมด จะถูกเปลี่ยนไปใช้เป็นพลังอีก 7 เปอร์เซ็นต์จะมีการระบายออกตามส่วนต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ 30 เปอร์เซ็นต์จะออกไปพร้อมกับไอเสียส่วน 30 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือจะถูกระบายด้วยระบบหล่อเย็น ขั้นตอนการทำงานก็ง่าย ๆ ตัวปั๊มน้ำจะผลักดันให้น้ำในระบบไหลผ่านไปตามทางเดินของเสื้อสูบ แล้วดูดเอาความร้อนจากเครื่องเอาไว้ ต่อจากนั้นก็ไหลไปยังหม้อน้ำแล้วระบายความร้อนที่รับมาออกสู่อากาศ

            ปัญหาของระบบ  หากระบบหล่อเย็นมีการระบายความร้อนออกมากจนเกินไป จะมีผลเกี่ยวเนื่องไปถึงระบบหล่อลื่นด้วย เพราะว่าเมื่ออุณหภูมิต่ำเกินไป น้ำมันเครื่องก็จะไม่ร้อน พอที่จะไหลไปเคลือบชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ได้ดีเท่าที่ควร ถึงแม้จะใช้น้ำมันเครื่องแบบมัลติเกรดแล้วก็ตาม นอกจานี้ก็ยังมีปัญหาเรื่องการขยายตัวของชิ้นส่วนซึ่งยังไม่เข้าที่ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญอันก่อให้เกิดความเสียหายกับชิ้นส่วนในเครื่องยนต์ได้  และหากระบบหล่อเย็นทำงานน้อยเกินไปก็จะสร้างปัญหาได้เช่นกัน ในกรณีที่เครื่องยนต์มีอุณหภูมิสูงจะทำให้น้ำมันเครื่องร้อนจนสูญเสียคุณสมบัติในการหล่อลื่น เพราะเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นน้ำมันเครื่องก็จะใสลงจนกระทั่งอาจจะหมดประสิทธิภาพที่เหมาะสมไป ไม่สามารทำตัวเป็นฟิล์มเคลือบระหว่างชิ้นส่วนที่ขยับเคลื่อนไหวได้ ทำให้ชิ้นส่วนต่าง ๆ เกิดการเสียดสีกันโดยตรง เป็นต้นเหตุทำให้เกิดการสึกหรอขึ้นอย่างมาก ของพวกแหวนและกระบอกสูบ ทำให้ลูกสูบและแบริ่งมีรอยขูด หรือถ้าเครื่องยนต์ร้อนจัดมาก ๆ ก็จะทำให้ลูกสูบไหม้ นอกจากนี้ยังสามารถทำให้ปะเก็นและฝาสูบแตกร้าวได้

            จึงควรจะต้องดูแลเอาใจใส่เรื่องของการระบายความร้อน ตรวจเช็คและบำรุงรักษากันตลอดเวลา โดยเฉพาะในเรื่องของระดับน้ำทั้งที่ถังพักน้ำและในหม้อน้ำรวมทั้งในส่วนของพวกท่อยางทางเดิ่นน้ำต่าง ๆ ระบบปั๊มน้ำ ตรวจดูรังผึ้งหม้อน้ำว่ามีการอุดตันเสื่อมสภาพหรือไม่ เจอจุดปัญหาแล้วก็ควรรีบซ่อมแซมแก้ไข อย่าผัดวันประกันพรุ่ง เพราะอาจจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างอื่นตามมาได้

เทคนิครถยนต์,ข่าวสารยานยนต์
เทคนิครถยนต์: ล้างอินเตอร์คูลเลอร์

            เทคนิครถยนต์: หลังจากทำความสะอาด “ลิ้นเร่ง” ของเครื่องยนต์ดีเซลยุคใหม่กันแล้ว หลายท่านคงจะตกใจกับคราบเหนียว ๆ ของน้ำมันเครื่องที่เกรอะติดอยู่ตามท่อทางและลิ้นเร่ง ทำให้อากาศที่จะไหลเข้าสู่ห้องเผาไหม้ทำได้ลำบากมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้อัตราเร่งลดลง อัตราบริโภคน้ำมันเพิ่มมากขึ้น เราก็เลยจะนำเสนอเรื่องราวการทำความสะอาด “อินเตอร์คูลเลอร์” ชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ที่จำเป็นมากสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบยุคใหม่และเครื่องยนต์ดีเซลยุคเก่าที่นำไปเซ็ทเทอร์โบเพิ่มเติม
            เทคนิครถยนต์: บรรดาไอดีที่ถูกอัดผ่านมาจากใบคอมเพรสเซอร์ทางฝั่งไอดีจะมีความร้อนสะสมอยู่ทำให้มวลของอากาศขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดิมนั่นหมายถึงว่าถ้าเทอร์โบของท่านมีความสามารถทำลมได้ 100% แต่พอจะนำมาใช้งานกลับเหลือเพียงแค่ 50-60% เท่านั้นจากอุณหภูมิไอดีที่สูง ๆ นี้เอง วิธีแก้ไขก็คือต้องลดอุณหภูมิของไอดีให้น้อยลง อุณหภูมิไอดียิ่งเย็นเท่าหไร่ความหนาแน่นของมวลอากาศยิ่งเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้อากาศสามารถไหลเจข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้ในปริมาณ 70-90% เลยทีเดียว วิธีที่ง่ายที่สุดคือการนำเอาอินเตอร์คูลเลอร์มารับบทผู้ขจัดความร้อน
เทคนิครถยนต์,ข่าวสารรถยนต์

            ส่วนประกอบของอินเตอร์คูลเลอร์หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “อินเตอร์” หรือ “อินเตอร์คูล” ไม่มีอะไรซับซ้อน เอาเป็นว่าเหมือนหม้อน้ำรถยนต์ที่เคยเห็น ๆ กันนั่นแหล่ะครับ แตกต่างกันแค่หม้อน้ำภายในจะมีหลอดไว้ให้น้ำหล่อเย็นไหลลงมาตามหลอดเพื่อลดอุณหภูมิส่วนของอินเตอร์จะใช้หลอดให้อากาศวิ่งไหลผ่านเพื่อลดอุณหภูมิ แต่อินเตอร์คูลเลอร์จะใช้วัสดุดีกว่าหม้อน้ำรถยนต์ทั่วไป เพราะเป็นอลูมิเนียม (ยกเว้นพวก “หม้อน้ำซิ่ง” ของแต่งจากสำนักโมดิฟายรถยนต์ที่ใช้อลูมิเนียมทำหม้อน้ำเช่นกัน)

            เทคนิครถยนต์: การเลือกขนาดอินเตอร์ที่ “เหมาะสม” จะส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ดีขึ้นเห็น ๆ สมมติว่าเครื่องยนต์ของคุณใช้เทอร์โบลูกเล็กที่เน้นอัตราเร่งตีนต้นที่จัดจ้านแต่กลับเลือกใช้อินเตอร์ขนาดใหญ่ ความหนา 3 นิ้ว กว่าเทอร์โบจะอัดอากาศให้เต็มอินเตอร์ก็คงนาน (เหมือนตอนรอเงินเดือนออก) แต่กลับกันถ้าเครื่องยนต์ของคุณได้ติดตั้งเทอร์โบลูกเท่าหม้อข้าวแต่เลือกใช้อินเตอร์ลูกเล็ก ๆ มันก็จะส่งผลเสียให้กับเครื่องยนต์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการระบายความร้อนไอดีที่ไม่เอาไหนแล้วอาจทำให้เครื่องยนต์มีปัญหาตามมาภายหลังด้วย

            เครื่องยนต์ดีเซลจะใช้กำลังอัดในห้องเผาไหม้ตั้งแต่ 17-23 : 1 เพราะต้องจุดระเบิดด้วยตัวเอง ไม่มีหัวเทียนมาช่วยเหมือนพวกเครื่องเบนซิน กำลังอัดในห้องเผาไหม้ที่สูงขนาดนี้ส่งผลให้แรงดันภายในเครื่องยนต์สูงกว่าแรงดันของไอน้ำมันเครื่องที่พุ่งออกมาตามท่อทางต่าง ๆ จะมีมากกว่าเครื่องเบนซิน น้ำมันเครื่องนี่แหล่ะที่มักจะไปเกาะอยู่ตามซอกหลืบต่าง ๆ ทำให้อากาศไหลเข้าสู่เครื่องยนต์ได้น้อยลงกว่าเดิมเพราะมีอุปสรรค ถ้าหลอดระบายความร้อนของอินเตอร์คูลเลอร์มีคราบน้ำมันเครื่องเข้าไปเกาะจับมาก ๆ มันก็จะส่งผลให้การระบายความร้อนของไอดีก่อนเข้าสู่เครื่องยนต์ยิ่งแย่ลงทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ด้อยลงกว่าเดิม นี่คือเหตุผลที่จำเป็นต้องมีการล้างอินเตอร์คูลเลอร์กันอย่างน้อยปีละครั้ง
เทคนิคยานยนต์,ข่าวรถยนต์

            เทคนิครถยนต์: การล้างก็ไม่ยุ่งยากอะไร เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ให้พร้อม ประแจแหวนข้างเบอร์ 12 , 14 ชุดบล็อกสำหรับถอดน็อตยึด ไขควงปากแบนหรือปากแฉก ประแจแหวนเบอร์ 6-7 ,8-9 เอาไว้ขันน็อตยึดท่อทางให้แน่นอีกครั้ง น้ำมันเบนซินไว้สำหรับล้างอินเตอร์คูลเลอร์ ถุงมือสะอาด ๆ ถาดล้างของ 1 ใบ ถุงพลาสติกและหนังยางเอาไว้ปิดคลุมปากท่อทางอินเตอร์คูลเลอร์ น้ำสะอาดเอาไว้ทำความสะอาดครีบระบายความร้อน เท่านี้แหละครับ

            เปิดฝากระโปรงหาว่าอินเตอร์คูลเลอร์ติดอยู่ในตำแหน่งใด รถกระบะรุ่นใหม่ ๆ นิยมเอาอินเตอร์คูลเลอร์ไว้หลังกันชนหน้า บางยี่ห้อก็วางไว้บนฝาครอบวาล์ว เห็นเป้าหมายแล้วก็จัดการได้เลย ขั้นแรกค่อย ๆ คลายน็อตยึดเข็มขัดรัดท่อทางเดินอากาศออกก่อน ค่อย ๆ ทำนะครับเพราะจุดยึดท่อยางบางทีไม่หมู เรียบร้อยแล้วก็ขยับท่อทางเดินอากาศให้หลุดออกจากปากอินเตอร์คูลเลอร์ งานนี้ต้องทำทั้ง 2 ฝั่งนะครับ จากนั้นถอดน็อตยึดตัวอินเตอร์คูลเลอร์ออกมา เมื่อเอาตัวออกมาได้แล้วลองยกขึ้นมาสอดส่องที่ปากทางเข้าออกว่ามีคราบน้ำมันเครื่องเกาะอยู่มากน้อยเพียงใด เห็นแล้วก็เอามันวางบนกระดาษแข็ง ๆ หรือบนผ้าเพื่อป้องกันความเสียหายของครีบระบายความร้อน จากนั้นเตรียมถาดสะอาดรอเอาไว้นำถุงพลาสติกมาครอบทับปากทางเข้าของอินเตอร์คูลเลอร์ไว้ 1 ฝั่งรัดด้วยหนังยางให้แน่นหนา เสร็จแล้วบรรจงจับอินเตอร์คูลเลอร์ตั้งขึ้นค่อย ๆ หยอดน้ำมันเบนซินลงในท่อทางเดินอากาศอีกฝั่งหนึ่งที่เรายังไม่ได้ปิด น้ำมันเบนซินที่เติมลงไปครั้งแรกพอประมาณ ยกตัวอินเตอร์ขึ้นมา จับให้แน่น ๆ เขย่าขึ้น ๆ ลง ๆ เอียงซ้าย-เอียงขวา เพื่อให้เบนซินเข้าไปชะล้างทำความสะอาดคราบน้ำมันเครื่องให้ออกมาเยอะ ๆ เขย่าสัก 5 นาที แล้วก็จับอินเตอร์คว่ำหน้าลงไปในถาดที่เตรียมเอาไว้เขย่าจนน้ำมันที่ดำปี๋ไหลออกมาจดหมด ทำซ้ำอีก 2-3 เที่ยวจนสังเกตว่าน้ำมันเบนซินเริ่มไม่เปลี่ยนสีไปจากเดิมค่อยเลิกถอดถุงพลาสติกที่ครอบปากอินเตอร์คูลเลอร์อีกด้านหนึ่งออกแล้วก็คว่ำหน้าอินเตอร์คูลเลอร์ไว้จนกว่าน้ำมันจะไหลออกมาจนหมดและแห้งสนิท ระวังตัวอินเตอร์ล้มจนครีบระบายความร้อนเสียหายได้ ถ้าล้มแรงปากท่อทางเดินหรือหลอดอินเตอร์อาจได้รับความเสียหายเช่นกัน
เทคนิครถยนต์,รถยนต์ใหม่,ข่าวสารรถยนต์

             เทคนิครถยนต์: ให้รอสักครึ่งชั่วโมงแล้วนำเอาถุงพลาสติกสะอาด ๆ อีก 2 ใบพร้อมหนังยางอีก 2 เส้นมาจัดการครอบปากทางเข้าออกของอินเตอร์เพื่อทำความสะอาดครีบระบายความร้อนด้วยน้ำมันสะอาด จะให้ดีควรใช้สายยางฉีดน้ำแรง ๆ ล้างตามครีบระบายความร้อนจนทั่วทุกซอกมุม อันการล้างครีบนี้ห้ามใช้แปรงหรือผ้ามาถูตรงครีบนะครับ เพราะอาจทำให้ครีบระบายความร้อนล้มได้ ฉีดน้ำทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วทั้ง 2 ด้าน สำรวจว่ามีครีบระบายความร้อนตรงไหนล้มบ้าง ค่อย ๆ ให้ก้านธูปหรือก้านอะไรเล็ก ๆ แงะให้ครีบระบายความร้อนที่ล้มกลับมาตั้งตรงเหมือนเดิม เรียบร้อยแล้วก็ยกอินเตอร์ขึ้นเขย่าให้น้ำที่ขังอยู่ตามครีบระบายความร้อนหลุดออกมาให้หมด จับไปผึ่งแดดผึ่งลมจนเห็นว่าน้ำที่ขังตามครีบแห้งสนิทค่อยแก้ถุงพลาสติกที่ครอบปากทางเข้าออกทั้ง 2 ฝั่ง นำไปประกอบกลับตามขั้นตอนที่ถอดออกมาตามลำดับ

            หลังจากประกอบทุกชิ้นส่วนเข้าตามที่ทางเดินอย่างแน่หนาแล้วก็ลองติดเครื่องดูว่ามีอากาศรั่วไหลออกมาตามช่วงต่อระหว่างท่อทางเดินอากาศหรือไม่ ถ้าไม่มีก็นำรถออกไปลองขับเล่นดู จะพบกับอัตราเร่งและการตอบสนองของเครื่องยนต์ที่ดีขึ้นกว่าตอนก่อนล้างนะครับ

Do It Yourself

เทคนิครถยนต์: ล้างอินเตอร์คูลเลอร์

rutchapong  |  at   05:27

เทคนิครถยนต์,ข่าวสารยานยนต์
เทคนิครถยนต์: ล้างอินเตอร์คูลเลอร์

            เทคนิครถยนต์: หลังจากทำความสะอาด “ลิ้นเร่ง” ของเครื่องยนต์ดีเซลยุคใหม่กันแล้ว หลายท่านคงจะตกใจกับคราบเหนียว ๆ ของน้ำมันเครื่องที่เกรอะติดอยู่ตามท่อทางและลิ้นเร่ง ทำให้อากาศที่จะไหลเข้าสู่ห้องเผาไหม้ทำได้ลำบากมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้อัตราเร่งลดลง อัตราบริโภคน้ำมันเพิ่มมากขึ้น เราก็เลยจะนำเสนอเรื่องราวการทำความสะอาด “อินเตอร์คูลเลอร์” ชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ที่จำเป็นมากสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบยุคใหม่และเครื่องยนต์ดีเซลยุคเก่าที่นำไปเซ็ทเทอร์โบเพิ่มเติม
            เทคนิครถยนต์: บรรดาไอดีที่ถูกอัดผ่านมาจากใบคอมเพรสเซอร์ทางฝั่งไอดีจะมีความร้อนสะสมอยู่ทำให้มวลของอากาศขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดิมนั่นหมายถึงว่าถ้าเทอร์โบของท่านมีความสามารถทำลมได้ 100% แต่พอจะนำมาใช้งานกลับเหลือเพียงแค่ 50-60% เท่านั้นจากอุณหภูมิไอดีที่สูง ๆ นี้เอง วิธีแก้ไขก็คือต้องลดอุณหภูมิของไอดีให้น้อยลง อุณหภูมิไอดียิ่งเย็นเท่าหไร่ความหนาแน่นของมวลอากาศยิ่งเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้อากาศสามารถไหลเจข้าสู่ห้องเผาไหม้ได้ในปริมาณ 70-90% เลยทีเดียว วิธีที่ง่ายที่สุดคือการนำเอาอินเตอร์คูลเลอร์มารับบทผู้ขจัดความร้อน
เทคนิครถยนต์,ข่าวสารรถยนต์

            ส่วนประกอบของอินเตอร์คูลเลอร์หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “อินเตอร์” หรือ “อินเตอร์คูล” ไม่มีอะไรซับซ้อน เอาเป็นว่าเหมือนหม้อน้ำรถยนต์ที่เคยเห็น ๆ กันนั่นแหล่ะครับ แตกต่างกันแค่หม้อน้ำภายในจะมีหลอดไว้ให้น้ำหล่อเย็นไหลลงมาตามหลอดเพื่อลดอุณหภูมิส่วนของอินเตอร์จะใช้หลอดให้อากาศวิ่งไหลผ่านเพื่อลดอุณหภูมิ แต่อินเตอร์คูลเลอร์จะใช้วัสดุดีกว่าหม้อน้ำรถยนต์ทั่วไป เพราะเป็นอลูมิเนียม (ยกเว้นพวก “หม้อน้ำซิ่ง” ของแต่งจากสำนักโมดิฟายรถยนต์ที่ใช้อลูมิเนียมทำหม้อน้ำเช่นกัน)

            เทคนิครถยนต์: การเลือกขนาดอินเตอร์ที่ “เหมาะสม” จะส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ดีขึ้นเห็น ๆ สมมติว่าเครื่องยนต์ของคุณใช้เทอร์โบลูกเล็กที่เน้นอัตราเร่งตีนต้นที่จัดจ้านแต่กลับเลือกใช้อินเตอร์ขนาดใหญ่ ความหนา 3 นิ้ว กว่าเทอร์โบจะอัดอากาศให้เต็มอินเตอร์ก็คงนาน (เหมือนตอนรอเงินเดือนออก) แต่กลับกันถ้าเครื่องยนต์ของคุณได้ติดตั้งเทอร์โบลูกเท่าหม้อข้าวแต่เลือกใช้อินเตอร์ลูกเล็ก ๆ มันก็จะส่งผลเสียให้กับเครื่องยนต์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการระบายความร้อนไอดีที่ไม่เอาไหนแล้วอาจทำให้เครื่องยนต์มีปัญหาตามมาภายหลังด้วย

            เครื่องยนต์ดีเซลจะใช้กำลังอัดในห้องเผาไหม้ตั้งแต่ 17-23 : 1 เพราะต้องจุดระเบิดด้วยตัวเอง ไม่มีหัวเทียนมาช่วยเหมือนพวกเครื่องเบนซิน กำลังอัดในห้องเผาไหม้ที่สูงขนาดนี้ส่งผลให้แรงดันภายในเครื่องยนต์สูงกว่าแรงดันของไอน้ำมันเครื่องที่พุ่งออกมาตามท่อทางต่าง ๆ จะมีมากกว่าเครื่องเบนซิน น้ำมันเครื่องนี่แหล่ะที่มักจะไปเกาะอยู่ตามซอกหลืบต่าง ๆ ทำให้อากาศไหลเข้าสู่เครื่องยนต์ได้น้อยลงกว่าเดิมเพราะมีอุปสรรค ถ้าหลอดระบายความร้อนของอินเตอร์คูลเลอร์มีคราบน้ำมันเครื่องเข้าไปเกาะจับมาก ๆ มันก็จะส่งผลให้การระบายความร้อนของไอดีก่อนเข้าสู่เครื่องยนต์ยิ่งแย่ลงทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ด้อยลงกว่าเดิม นี่คือเหตุผลที่จำเป็นต้องมีการล้างอินเตอร์คูลเลอร์กันอย่างน้อยปีละครั้ง
เทคนิคยานยนต์,ข่าวรถยนต์

            เทคนิครถยนต์: การล้างก็ไม่ยุ่งยากอะไร เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ให้พร้อม ประแจแหวนข้างเบอร์ 12 , 14 ชุดบล็อกสำหรับถอดน็อตยึด ไขควงปากแบนหรือปากแฉก ประแจแหวนเบอร์ 6-7 ,8-9 เอาไว้ขันน็อตยึดท่อทางให้แน่นอีกครั้ง น้ำมันเบนซินไว้สำหรับล้างอินเตอร์คูลเลอร์ ถุงมือสะอาด ๆ ถาดล้างของ 1 ใบ ถุงพลาสติกและหนังยางเอาไว้ปิดคลุมปากท่อทางอินเตอร์คูลเลอร์ น้ำสะอาดเอาไว้ทำความสะอาดครีบระบายความร้อน เท่านี้แหละครับ

            เปิดฝากระโปรงหาว่าอินเตอร์คูลเลอร์ติดอยู่ในตำแหน่งใด รถกระบะรุ่นใหม่ ๆ นิยมเอาอินเตอร์คูลเลอร์ไว้หลังกันชนหน้า บางยี่ห้อก็วางไว้บนฝาครอบวาล์ว เห็นเป้าหมายแล้วก็จัดการได้เลย ขั้นแรกค่อย ๆ คลายน็อตยึดเข็มขัดรัดท่อทางเดินอากาศออกก่อน ค่อย ๆ ทำนะครับเพราะจุดยึดท่อยางบางทีไม่หมู เรียบร้อยแล้วก็ขยับท่อทางเดินอากาศให้หลุดออกจากปากอินเตอร์คูลเลอร์ งานนี้ต้องทำทั้ง 2 ฝั่งนะครับ จากนั้นถอดน็อตยึดตัวอินเตอร์คูลเลอร์ออกมา เมื่อเอาตัวออกมาได้แล้วลองยกขึ้นมาสอดส่องที่ปากทางเข้าออกว่ามีคราบน้ำมันเครื่องเกาะอยู่มากน้อยเพียงใด เห็นแล้วก็เอามันวางบนกระดาษแข็ง ๆ หรือบนผ้าเพื่อป้องกันความเสียหายของครีบระบายความร้อน จากนั้นเตรียมถาดสะอาดรอเอาไว้นำถุงพลาสติกมาครอบทับปากทางเข้าของอินเตอร์คูลเลอร์ไว้ 1 ฝั่งรัดด้วยหนังยางให้แน่นหนา เสร็จแล้วบรรจงจับอินเตอร์คูลเลอร์ตั้งขึ้นค่อย ๆ หยอดน้ำมันเบนซินลงในท่อทางเดินอากาศอีกฝั่งหนึ่งที่เรายังไม่ได้ปิด น้ำมันเบนซินที่เติมลงไปครั้งแรกพอประมาณ ยกตัวอินเตอร์ขึ้นมา จับให้แน่น ๆ เขย่าขึ้น ๆ ลง ๆ เอียงซ้าย-เอียงขวา เพื่อให้เบนซินเข้าไปชะล้างทำความสะอาดคราบน้ำมันเครื่องให้ออกมาเยอะ ๆ เขย่าสัก 5 นาที แล้วก็จับอินเตอร์คว่ำหน้าลงไปในถาดที่เตรียมเอาไว้เขย่าจนน้ำมันที่ดำปี๋ไหลออกมาจดหมด ทำซ้ำอีก 2-3 เที่ยวจนสังเกตว่าน้ำมันเบนซินเริ่มไม่เปลี่ยนสีไปจากเดิมค่อยเลิกถอดถุงพลาสติกที่ครอบปากอินเตอร์คูลเลอร์อีกด้านหนึ่งออกแล้วก็คว่ำหน้าอินเตอร์คูลเลอร์ไว้จนกว่าน้ำมันจะไหลออกมาจนหมดและแห้งสนิท ระวังตัวอินเตอร์ล้มจนครีบระบายความร้อนเสียหายได้ ถ้าล้มแรงปากท่อทางเดินหรือหลอดอินเตอร์อาจได้รับความเสียหายเช่นกัน
เทคนิครถยนต์,รถยนต์ใหม่,ข่าวสารรถยนต์

             เทคนิครถยนต์: ให้รอสักครึ่งชั่วโมงแล้วนำเอาถุงพลาสติกสะอาด ๆ อีก 2 ใบพร้อมหนังยางอีก 2 เส้นมาจัดการครอบปากทางเข้าออกของอินเตอร์เพื่อทำความสะอาดครีบระบายความร้อนด้วยน้ำมันสะอาด จะให้ดีควรใช้สายยางฉีดน้ำแรง ๆ ล้างตามครีบระบายความร้อนจนทั่วทุกซอกมุม อันการล้างครีบนี้ห้ามใช้แปรงหรือผ้ามาถูตรงครีบนะครับ เพราะอาจทำให้ครีบระบายความร้อนล้มได้ ฉีดน้ำทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วทั้ง 2 ด้าน สำรวจว่ามีครีบระบายความร้อนตรงไหนล้มบ้าง ค่อย ๆ ให้ก้านธูปหรือก้านอะไรเล็ก ๆ แงะให้ครีบระบายความร้อนที่ล้มกลับมาตั้งตรงเหมือนเดิม เรียบร้อยแล้วก็ยกอินเตอร์ขึ้นเขย่าให้น้ำที่ขังอยู่ตามครีบระบายความร้อนหลุดออกมาให้หมด จับไปผึ่งแดดผึ่งลมจนเห็นว่าน้ำที่ขังตามครีบแห้งสนิทค่อยแก้ถุงพลาสติกที่ครอบปากทางเข้าออกทั้ง 2 ฝั่ง นำไปประกอบกลับตามขั้นตอนที่ถอดออกมาตามลำดับ

            หลังจากประกอบทุกชิ้นส่วนเข้าตามที่ทางเดินอย่างแน่หนาแล้วก็ลองติดเครื่องดูว่ามีอากาศรั่วไหลออกมาตามช่วงต่อระหว่างท่อทางเดินอากาศหรือไม่ ถ้าไม่มีก็นำรถออกไปลองขับเล่นดู จะพบกับอัตราเร่งและการตอบสนองของเครื่องยนต์ที่ดีขึ้นกว่าตอนก่อนล้างนะครับ

บทความรถยนต์ที่น่าสนใจ